. .
Logo
. ธรรมะ & สมาธิ Go back
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    Goldhips Board » การลงทุนทองคำ ไปที่หน้า 1, 2, 3 ... 181, 182, 183  ถัดไป
ผู้ตั้ง ข้อความ
ฟ้าใส
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 3919
คติพจน์: ทำวันนี้...**.. ให้ดีที่สุด
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง: ธรรมะ & สมาธิ


แก้ไขล่าสุดโดย ฟ้าใส เมื่อ 26 / 03 / 2009, 0:26, ทั้งหมด 4 ครั้ง
solomon
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 1334
คติพจน์: ความสุขหาง่าย แค่ใจเรารู้สึก
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:
อนุโมทนาด้วยครับ กัปตัน



สัพเพเหระ http://www.goldhips.com/board/viewtopic.php?p=16569#16569
กดโหวตเวป http://finance.truehits.net/finance_and_investment/index.php
ฟ้าใส
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 3919
คติพจน์: ทำวันนี้...**.. ให้ดีที่สุด
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:


"อนุโมทนา" กับคุณ ชัชวาล เพ่งวรรธนะ ขอบคุณคับ

ความศักดิ์สิทธิ์ของการสวดพระคาถาชินบัญชร

เรื่องนี้เป็นเรื่องจากประสบการณ์จริงไม่ได้แต่งขึ้นเอง
จึงขอนำมาเล่าให้ฟังกัน เพื่อบูชาองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในสิ่งที่พระองค์ทรงกล่าวถึง เรื่อง สมาธิ และอภิญญา

เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานมากแล้ว ย้อนไปเมื่อประมาณ 19 ปีก่อน ได้เกิดกรณีของนายทหารท่านหนึ่ง คือ พ.อ. เสนาะ จินดารัตน์ ท่านได้ตายและฟื้นมาถึง 2 ครั้ง

เป็นที่ฮือฮาในสมัยก่อนที่กล้าออกมาท้าทายต่อความเจริญทางด้านวัตถุ และชื่อเสียงของท่าน แต่ได้ผล คนเชื่อถือเรื่องที่ท่านเล่าเป็นอันมาก
คนได้หันมาทำบุญ ทำทาน กันขนานใหญ่ เรียกว่าทั้งประเทศเลยในช่วงนั้น

ท่านได้เล่าเรื่องสวรรค์และนรก รวมทั้งเส้นทางเดินที่กว้าง ลักษณะก็คล้ายกับเรื่องของผู้หญิงท่านหนึ่่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ในรายการตี ๑๐ และการที่ท่านได้ไปเยือนบ้านของท่านเองบนสวรรค์ และที่สำคัญคือ ท่านได้ยินเสียงสวดมนต์ในสวรรค์ชั้นที่สูง เสียงสวดมนต์ที่ไม่เห็นผู้สวดกังวานก้องไปทั่ว

เสียงสวดมนต์ที่ท่านจำได้ว่าคือ พระคาถาชินบัญชรครับ
ครับแล้วเรื่องนี้มาเกี่ยวของกับผมได้ยังไง รับรองว่าสนุกสนานเพลิดเพลิน อ่านเพื่อนำมาเปรียบเทียบกับการปฏิบัติที่ท่านได้พบเจอมาด้วย เทียบเคียงกันนะครับ


ผมเป็นคนที่ชอบปฏิบัติสมาธิมาตั้งแต่อายุ ๕ ขวบแล้ว ด้วยการที่เป็นเด็กเรียบร้อย ว่านอนสอนง่าย จึงโดนหลอกง่ายไปด้วย ครอบครัวของผม เตี่ยเป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่ แม่ก็ลูกครึ่งจีน เรียกว่าออกจีนกันทั้งบ้านผมเป็นลูกชายคนเล็กสุด

แต่ยังมีน้องสาวอีกสองคน พี่ชายห้า พี่สาวสาม รวมก็ปาเข้าไป ๑๑ คน เกือบตั้งชมรมฟุตบอลได้แล้ว

ครอบครัวค่อนข้างจะอบอุ่น ทำการค้าขายอยู่ตลาดใต้ จังหวัดพิษณุโลก (เวลานั้นผมอายุได้ ๕ ขวบแล้ว) ผมมีเจ๊คนหนึ่ง เจ๊ชอบปฏิบัติธรรมมาก และเที่ยวหลอกน้องให้มาปฏิบัติกันทุกคน

มีแต่ผมนี่ล่ะ ที่เชื่อเอาจริงเอาจังกว่าใครเพื่อน เพราะสมัยเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๔ มีหนังช่วงหัวค่ำ เรื่อง พิภพมัจจุราช ผมกลัวตกนรก เจ๊เลยเอามาขู่ผม ในค่ำคืนหนึ่ง

"น้องกลัวนรกใช่ไหม ทั้งโดนแทง โดนต้ม ไฟก็ร้อนทรมานมาก " เจ๊ขู่ผม ฟอด ๆ จนผมหน้านิ่วคิ้วขมวด

"เจ๊ น้องกลัวนะ ทำไงไม่ต้องไปตกนรกล่ะเจ๊" ผมถามเจ๊เพราะรู้ว่าเจ๊ปฏิบัติทุกคืน ชอบสวดมนต์ เลยเข้าใจเอาแบบ เด็ก ๆ ว่าเจ๊น่าเชื่อถือที่สุด

"น้อง ถ้าเจ๊ให้ทำอะไรน้องจะทำตามไหม รับรองทั้งไม่ตกนรก แถมน้องจะได้เจอนางฟ้าสวย ๆ และได้ไปสวรรค์ด้วยนะ " เจ๊ผมเริ่ม วางแผนการ………รายการต้มน้องตอนดึก
ยามจะหลับจะนอนก็ไม่เว้น

"จริงเหรอเจ๊ น้องอยากไปสวรรค์ อยากเห็นนางฟ้า เขาบอกว่านางฟ้าสวย เหาะได้ด้วย เจ๊ บอกวิธีให้น้องหน่อยจะได้ไหมจ๊ะ” ผมอ้อนพี่สาวของผมเพื่อให้สอนวิธีของพี่แกมาให้

"เอาอย่างงี้ ตอนนี้น้องเริ่มง่วงหรือยัง" เจ๊ ก้มมามองผมที่นอนฟังอยู่ และแกก็อมยิ้มน้อย ๆ คงคิดในใจว่าจะเริ่มขั้นตอนหลอกน้องยังไงดี
และน้องตอนนี้ตั้งท่าเชื่ออย่างสนิทใจแล้วด้วย

"น้องเริ่มง่วงแล้วเจ๊" ผมตอบเจ๊ไปเพราะตอนนั้นแม้สนใจแต่ตาก็อยากจะหลับ

"น้องดูที่ปลายจมูก แล้วสูดลมเข้าแรง ๆ ลึก ๆ ให้เห็นลมเข้าลมออกนะ มองให้เห็นลมด้วยนะเอาให้ชัด หลับตาด้วย"
เจ๊ยกมือขึ้นมา ปิดปากกลั้นหัวเราะ ที่หลอกน้องได้สำเร็จ แต่หารู้ไม่ว่าน้องคนนี้กำลังเจอเรื่องแปลกมหัศจรรย์ที่สุดตั้งแต่ยังเด็ก

"มองลมที่ปลายจมูกเห็นมันออกก่อนและเข้านะ อย่าไปบังคับมันปล่อยตัวตามสบาย มองให้หลับไปเลยนะ"

เจ๊ลุกไปจากห้องของผมแล้ว แต่… ในท่าที่นอนทำสมาธิโดยไม่รู้ตัวนั้น ผมกำลังเกิดความตั้งใจที่จะไปสวรรค์อย่างแรงกล้า เลยเฝ้าดูลมไปพักใหญ่จนม่อยหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้

วันรุ่งขึ้น เจ๊เข้ามาหาที่ห้องแล้วก็เริ่มซักน้องทันทีที่เจอ

"น้อง เมื่อคืนทำเป็นไง ไหนเล่าให้เจ๊ฟังหน่อยซิ" เจ๊นั่งลงแล้วมองดูผมที่เพิ่งตื่นอยู่

"เจ๊ น้องไม่เห็นมีอะไรเลย เห็นแต่ลมเข้า ๆ ออก ๆ แต่มันขาว ๆ ไงไม่รู้ น้องเห็นได้เท่านี้น้องก็ไม่รู้ตัวเลย หลับฟี้เลยเจ๊"
ผมเล่าภาคปฏิบัติให้เจ๊ฟัง แต่เจ๊กลับตาโตขึ้นมา ทำท่าเหมือนดีใจอะไรบางอย่าง

เวลานั้นผมแค่ ๕ ขวบเอง โดนเจ๊หลอกเสียหลายวันเลย
เจ๊ของผมอมยิ้มน้อย ๆ
ก้มมองผมที่นอนอยู่และเริ่มสอนอย่างง่ายที่สุดให้ฟัง

"สิ่งที่น้องทำอยู่นะ บางคนตลอดชีวิตยังทำไม่ได้เลย
น้องเดินมาถูกทางแล้วนะ ทำให้มากขึ้น เจ๊รับรองน้องจะได้เจอนางฟ้าสวย ๆ และได้ไปเที่ยวสวรรค์แน่นอนเลย" เจ๊ชมผมและหลอกล่อต่อ

เจ๊ยิ้มอย่างคนมีความหวังที่จะสอนน้องอย่างจริงจัง แล้วเจ๊ก็เริ่มอธิบายมาอย่างยกใหญ่

"น้องรู้ไหมทำไมเจ๊ให้น้อง นอนดู แทนที่จะนั่งดู" เจ๊ผมตอนนี้เหมือนอาจารย์คนแรกเลยที่สอนเรื่องการภาวนาให้ผมโดยไม่รู้ตัว ผมได้แต่สั่นหัว จะไปเข้าใจอะไรล่ะก็แค่ ๕ ขวบ
ก็ฟังเจ๊พูดไปแค่นั้นหละ

"พื้นฐานของสมาธิ ต้องมีสุขนำหน้า ร่างกายต้องอยู่ในช่วงการผ่อนคลาย เพื่อให้เกิดความสงบระงับ ไม่งั้นจิตก็จะซัดส่าย และเข้าสมาธิไม่ได้ เพราะมีทุกข์อยู่

สิ่งที่น้องทำอยู่คือเพ่งไปที่ลมอย่างจดจ่อ ด้วยใจที่มุ่งมั่น ประกอบไปด้วยความเพียรและสติ น้องต้องประสพผลอย่างดีแน่ ๆ เจ๊เชื่ออย่างงั้นนะ" เจ๊สอนมาเป็นชุด

"เจ๊ น้องงงไม่เข้าใจหรอก เอาแต่ว่า น้องจะได้เห็น นางฟ้าไหม ได้เที่ยวสวรรค์หรือเปล่า เรื่องอื่น ๆ น้องไม่สนใจหรอก อยากไปเที่ยวนะ" ผมมองเจ๊ เพื่ออยากให้เจ๊ สอนต่อ

"เอางี้นะจ๊ะ คืนนี้น้องทำต่อ ดูลมหายใจตอนนอนนะแหละ ดูให้ชัด ถ้าน้องเห็นลมหายใจขาว ๆ อย่างที่น้องเห็น ให้เร่งดูมันให้ มากขึ้น กายมันจะง่วงปล่อยให้มันง่วงไปแต่ใจอย่าหลับ

ให้จดจ่อแต่ลมหายใจของน้องอย่างเดียว ถ้าน้องเริ่มเห็นลมขาว ๆ ละเอียดมากขึ้น ทำให้มันสว่าง เหมือนน้องดูทีวีและปรับภาพให้มันสว่างขึ้น ที่มันมืด ๆ ก็ทำให้สว่าง ที่มันไม่ชัดก็เพ่งมันให้ชัด" เจ๊สอนให้ผมมาอีกชุดใหญ่ และในคืนนั้นผมก็เริ่มทำต่อ

ปรากฏว่า หลับปุ๋ยเป็นตาย ไม่เจออะไรเลยและไม่เห็นอะไรเลยเป็นอย่างนี้มาร่วม 2 อาทิตย์ ตกเย็นวันนั้นดู พิภพมัจจุราชต่อ
มีคนขึ้นสวรรค์ด้วยและตกนรกด้วย

คืนนี้ก็เลยตั้งใจกว่าเดิมว่า จะลองทำดูไม่เห็นช่างมัน
เจ๊บอกอย่าตั้งใจมากเกิน ปล่อยสบาย ๆ คืนนั้นผมได้ลองดูลมตามที่เจ๊แนะนำมาหลายวันแล้ว และนี่คงเป็นครั้งแรกก็ได้ที่รู้ว่าสมาธิมีจริงแน่นอน

คืนนั้นผมสวดมนต์ไหว้พระตามที่เจ๊สอน
(เพื่อกันผีหลอกนะ คิดอย่างนั้นจริง ๆ เรื่องผีนี่กลัวจนขึ้นสมอง เพราะโดนหลอกเรื่องผีมาตั้งแต่เด็ก)

ผมล้มตัวลงนอน และปล่อยตัวสบาย ๆ เวลานี้ผมเริ่มที่จะง่วงแล้ว ผมเริ่มที่จะดูลมหายใจที่กระทบปลายจมูก ออก และเข้า อย่างช้า ๆ เป็นลำดับ

เจ๊ไม่ให้ผมบริกรรมเพราะกลัวผมจะไม่เข้าใจเวลาองค์บริกรรมหายไป เจ๊บอกอย่างเดียวว่า กายจะหลับปล่อยให้มันหลับ แต่จิตให้มันตื่นเข้าไว้ ผมจำตอนนี้ของเจ๊ขึ้นใจ

เพราะเจ๊ย้ำมาตลอดว่าตอนนี้สำคัญที่สุด มันทำให้น้องเผลอหลับไม่รู้ตัว และทำให้ปฏิบัติไม่ได้ผล

ครับมาถึงตอนสำคัญ ลมหายใจของผมมันเริ่มละเอียดและหายไป

เจ๊บอกว่าดูดี ๆ ไม่ได้หายหรอก กายมันสงบระงับทำให้กายต้องการลมน้อยลงจึงทำให้ลมละเอียด

ผมก็เริ่มดูมันมากขึ้น เวลานี้ผมเหมือนคนที่ง่วงมากที่สุดแล้ว เจ๊บอกจิตมันกำลังวิ่งเข้าหาภวังค์จิตอยู่

(ผมไม่รู้หรอกครับเจ้าภวังคจิตคืออะไร เจ๊บอกมันจะเหมือนคนง่วงมาก ๆ ซึม ๆ)

ปล่อยมัน ทำจิตให้ตื่นตัวเข้าไว้ กายให้มันหลับไป
ช่วงนี้มันเหมือนสลึมสลือจริง ๆ แต่ ผมกลับผ่านมันมาได้ด้วยการเพ่งไปที่ลมหายใจมากขึ้น ลมหายใจของผมมันเริ่มที่จะขาว และใสขึ้นเป็นลำดับ

เจ๊บอกว่าถ้าถึงตอนนี้ให้นึกถึงทีวีที่ดูทุกวัน มันไม่สว่างก็เพ่งให้สว่าง มันไม่ชัดก็เพ่งให้มันชัด
(ทีวีเมื่อเกือบ ๔๐ ปีก่อนไม่ได้เปิดปุ๊บติดปั๊บ กว่าจะสว่างและชัดต้องใช้เวลานะครับ แถมต้องมาหมุนลูกหมุน ๆ หน้าจอเพื่อจูนหาคลื่นอีกต่างหาก ไม่มีรีโมททีวีเหมือนปัจจุบันนี้หรอกครับ เจ๊เลยสอนทำให้เห็นภาพโดยง่ายหน่อย)

ครับสิ่งที่ผมเจอมันชักจะพิลึกเข้าไปใหญ่แล้ว ผมเริ่มที่จะเห็น ภูเขา และทุ่งหญ้าอยู่ตรงหน้า มันเหมือนผมกำลังจะฝันไปซะแล้ว แต่ผมกลับไปปรับมัน
โดยการเพ่งให้มันสว่างขึ้น และทำให้มันชัดขึ้น

ให้ตายลงไปต่อหน้าเลยครับ เด็กอย่างผมได้เจอเรื่องที่แปลกประหลาดและอัศจรรย์เป็นอย่างมาก

เพราะตัวตนของผม กลับมายืนอยู่กลางทุ่งหญ้า
และขุนเขาที่สูงใหญ่อยู่ตรงหน้า มันไม่ใช่ฝันเลย
ผมหันไปมองได้รอบทิศ ผมมองดูตัวเอง
มันปกติทุกอย่าง

ผมกำลังงงอยู่พักหนึ่ง นี่ผมไม่ได้ฝัน ตัวผมอยู่นี่จะฝันได้อย่างไร ผมมีความรู้สึกเหมือนคนตื่นตลอดเวลา
ผมถามตัวเองตลอดในขณะที่มีลมเย็น ๆ พัดมากระทบถูกกายตลอดเวลา ที่สำคัญผมมีความรู้สึกแปลก ๆ คือ มันมีกำลังอยู่ในตัวที่ต้องใช้มัน

ผมเริ่มที่จะวิ่งเล่นและหัวเราะอย่างสนุกสนาน
บนโลกที่แปลกพิลึกของผมเอง ผมวิ่งได้อย่างรวดเร็ว และที่สำคัญ ผมเหาะได้ด้วย เวลานั้นผมไม่กลัวความสูงเลย อากาศที่นี่สดชื่น และจิตก็เบิกบานอย่างเต็มที่
เวลานั้นผมเหาะเล่นเหมือนเด็กที่เจอของเล่นใหม่

"ฮู้ ๆๆ หนุกจังเลย หนุกจังเลย" ผมตะโกนอย่างมีความสุข พร้อมกลับอ้าปากกินลมเล่นจนหน้ากระพือไปหมด
ผมได้แต่หัวเราะชอบใจ ผมทั้งวิ่งและเหาะไปทั่วบริเวณนั้น

ตามประสาเด็กที่ตื่นตาตื่นใจ ผมเหาะไปที่ภูเขาตรงหน้าและวิ่งไปที่เหวที่ลึก ผมกลับไม่กลัวที่จะตกเหวเลย กลับกระโดดลงไปเพราะมันเหมือนตัวเองเวลานั้นมีกำลังที่จะทำอะไรก็ได้

ผมเหาะเล่นอยู่พักใหญ่และลงมายืนอยู่กลางทุ่งหญ้า ผมได้แต่มองไปทั่ว

ครับผมกำลังมองหานางฟ้านะครับ แต่ไม่มีซักคน ซักพักหนึ่ง ทุกอย่างมันเหมือนคนหมดแรงหมดกำลัง มันรู้สึกตัวอย่างนั้น ทุกอย่างเริ่มที่จะหรี่ตัวเหมือนทีวีใกล้ปิด

ความสว่างเริ่มหายไปก่อน ความชัดเจนเริ่มเลือนไป ครับซักพักผมกลับมาอยู่ในท่านอนเหมือนเดิมที่ห้อง ผมลุกขึ้นมานั่ง เกาหัวตัวเองอย่างแปลกประหลาดใจ และถามตัวเองว่าไปเจออะไรมานะ สนุกดีจังพรุ่งนี้ต้องถามเจ๊ละ

วันนี้ผมตื่นแต่เช้าเพราะเมื่อคืนไปเจอเรื่องแปลก ๆ มาก็เลยจะไปถามเจ๊ว่ามันคืออะไรกันแน่ มันเหมือนโลกแห่งความฝันแต่ทำไมถึงรู้สึกตัวตื่นตลอดเวลา ผมไม่ต้องปลุกเจ๊หรอกเพราะเจ๊ตื่นตี 4 มาทำสมาธิของแกทุกวัน

"เจ๊ ๆ น้องมีเรื่องเล่าให้ฟังนะเมื่อคืนมันแปลก ๆ” ผมเข้าไปหาเจ๊ที่ห้อง เจ๊หันมามองผมงง ๆ เพราะปกติน้องจะไม่ค่อยมาหาแต่เช้าหรอก หลับลูกเดียว

"วันนี้บุกถึงห้องเจ๊เลยเหรอ มีอะไรไหน ๆ ค่อย ๆ เล่ามาให้ฟังหน่อย" เจ๊ให้ผมมานั่งใกล้ ๆ และมองหน้าผมแบบตั้งใจที่จะฟังน้องว่าเจออะไรแปลก ๆ

"คืองี้นะเจ๊ น้องไม่เข้าใจนะคือเมื่อคืนน้องเห็นแสงสว่างอยู่ตรงหน้า มันไม่ชัดมากน้องก็เลยเพ่งเข้าไปก็ยิ่งสว่าง

ภาพมันไม่ชัดน้องก็เพ่งเข้าไปจนมันชัด
แต่ตัวของน้องมันกลับไปอยู่ในที่ ๆ หนึ่ง
มันเป็นทุ่งหญ้าและมีภูเขา น้องวิ่งได้เร็วมากและก็เหาะได้อีก

น้องถามตัวเองว่าฝันหรือเปล่า แต่แปลก มันเป็นจริงทุกอย่างเลย ทั้งรู้สึกตัวตื่นตลอดเวลา และตัวเองก็มีกำลังแบบแปลก ๆ ที่ต้องใช้ออกมา มันก็เลยทั้งวิ่งและก็เหาะ สนุกไปเลย แต่เจ๊ น้องมองหานางฟ้าด้วยนะไม่เห็นจะมีเลย บ้านนางฟ้าก็ไม่มี เจ๊อธิบายให้น้องฟังหน่อยนะ

ผมเล่าไปในขณะที่เจ๊ฟังไปยิ้มไปจนแก้มบาน บางครั้งก็จ้องมาที่ผมเหมือนว่ามันไปเจออะไรมาหว่า และจะหลอกน้องต่อหยั่งไงดี

"น้องเก่งจังเลย แต่ยังไม่ที่สุดหรอก ที่เจ๊สอนน้องนั้นเป็นเรื่องของการทำสมาธิในท่านอน
และที่น้องไปเจอมานะ มันเป็นกายฝัน

ครูบาอาจารย์ท่านเรียกกันหลายอย่างนะจ๊ะมีเรียกกันว่า กายฝัน กายทิพย์ กายวิญญาณ กายญาณทัศนะ และอีกชื่อหนึ่งที่ใช้บ่อยคือ อทิสสมานกาย สิ่งที่น้องทำได้หาคนทำได้ยาก ต้องเป็นวิบากเก่าของความเคยชินมาแต่ภพอดีต คราวหน้าน้องอย่าเอาแต่เที่ยวซิ

เวลาเข้าไปในสถานที่นั้นได้ให้น้องพิจารณาให้ละเอียด น้องอาจจะเห็นอะไรมากขึ้นกว่าเดิมก็ได้ เพราะบางอย่างเขาปิดสภาพทิพย์เอาไว้อยู่

ถ้าจิตไม่มีกำลังมากกว่านี้และไม่พิจารณาให้ละเอียดละก็ น้องก็จะเห็นได้แต่ภูเขา ทุ่งหญ้าแค่นั้นนะ" เจ๊อธิบายมาให้ฟัง ในขณะที่ผมก็ตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อเพราะเชื่อแล้วว่าเจ๊ไม่โกหกผมแน่ละ ผมพยักหน้าเข้าใจ

"โลกที่น้องเข้าไปได้นั้นมันเป็นโลกส่วนตัวของน้องเลย เรียกว่าภพภูมิเก่าของน้องนั่นแหละ

น้องยังจะไม่ได้พบกับใครหรอกเพราะยังไม่ถึงเวลาของน้อง แต่น้องจะเห็นสิ่งแปลก ๆ ในภพภูมิของน้องเอง ขอให้เชื่อเจ๊นะ ทำให้มากขึ้น และพิจารณาในความละเอียดให้เพิ่มขึ้น" เจ๊พูดเหมือนกับให้การบ้านไปทำมาเพิ่ม แล้วมาเล่าให้แกฟังต่อ

หลังจากที่เจ๊สอนผมในวันนั้นแล้ว
ผมก็ไม่สามารถทำได้อีกเลย ผ่านมาร่วมเกือบ ๒ เดือนแล้ว เจ๊มักมาคอยสอบอารมณ์ผมอยู่เสมอ

สิ่งที่เจ๊สอนก็คือ สมาธิมีดีก็มีเสื่อม เพราะยังเป็นผู้ประมาทและไม่ชำนาญ

เมื่อถึงเวลาสมาธิจะมาก็มาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ถึงเวลาจะไล่จับอย่างไรก็ไม่ได้ผล เจ๊บอกอย่าทอดทิ้งธุระ ให้เร่งและเพียรมากขึ้น ไม่ต้องไปใส่ใจ ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็อย่าตีโพยตีพาย

อีก ๒ อาทิตย์ต่อมาก็ได้เรื่อง มีอยู่คืนหนึ่ง หลังจากสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย (เจ๊สอนให้สวดมนต์ก่อนนอนเพิ่มเติม) และคาถากันผีของผมแล้ว ผมก็ได้ล้มตัวลงนอนไป อย่างสบายใจ

ตามปกติ เจ๊ย้ำมาหลายวันแล้วตรงที่ผมติดอารมณ์อยู่

คืนนี้จะเตะมันออก เจ๊บอกให้เตะเลยนะเวลามันเกิด
ผมนอนไปตามท่าที่ปกติ นอนดูลมหายใจไปตามธรรมชาติของมัน

ออกๆเข้าๆ เผลอบ้างก็ช่างมัน
เจ๊บอก อย่าไปจดจ่อเพ่งซะเต็มที่ตั้งแต่เริ่มทำ
มันจะเกิดอาการตึงเครียด ผ่อนใจตัวเองไปตามสภาวะกาย

ดูมั่งเผลอมั่งไม่เป็นไร แต่ตอนสำคัญที่จิตรวมตัว น้องจะรู้ว่าเกิดกำลังของจิตเอง ผมดูไปเรื่อย ๆ จนร่างกายเริ่มผ่อนคลายทีละน้อย

ความง่วงเหงาหาวนอนเริ่มเข้ามาแทรกทีละนิด เจ๊บอกว่าตอนนี้ จิตจะเริ่มทิ้งกายเพราะกายเริ่มเบา มันจะวิ่งเข้าไปหาภวังคจิตแล้ว และจะเริ่มขบวนการฝันของคนทั่วไป

ที่เจ๊ให้เตะก็คือตอนนี้หละ เจ๊บอกภวังค์ปราบเซียน ผมเคยถามเจ๊มาทีว่าปราบเซียนอะไร เจ๊…บอกว่า

" ก็เซียน…ขี้เกียจไง จุดปราบเซียนเลยหละ ที่เจ๊สอบอารมณ์น้องมาหลายวันแล้วก็มาติดตรงนี้ไม่ใช่เหรอ"

จริงของเจ๊เขาว่าจริง ๆ
๒ เดือนมานี้พอมาจุดนี้แล้วเซียนขี้เกียจก็เริ่มขบวนการของมันทันที คือเกิดอาการสลึมสลือและจิตมันเกิดอาการต่อสู้กับตัวเอง

นอน ๆ หลับ ๆ เจ๊เองก็สอนวิธีปราบเซียนมาให้แล้ว เจ๊บอกว่า หนามของความง่วงคือ การคิด ผมได้แต่เกาหัวไม่เข้าใจ

"เวลาที่น้องเริ่มง่วงจัด กายปล่อยให้มันหลับไป แต่ใจให้มาดูแต่ลมให้มากขึ้น“ จริงของเจ๊ คิดแต่เรื่องลม ลมที่เริ่มหายไปก็เริ่มชัดเจนมากขึ้น เคยบอกเจ๊ว่าลมมันหาย เจ๊บอกไม่หายหรอกดูให้ดี ๆ มันละเอียดไปตามสภาวะของกาย ครับ

จิตมันเริ่มทิ้งกายและผ่านภวังค์มาได้ด้วยการดูลมมากขึ้นนั่นเอง ผมผ่านขั้นตอนนี้มาได้และเริ่มเห็นลมจากละเอียดกลายเป็นขาวใส แต่กลับเห็นกายมันกรนครอกไปซะแล้ว

เจ๊บอกว่า กายให้มันหลับแต่จิตให้มันตื่นเข้าไว้ ช่วงนี้ผมเริ่มมีกำลังของสมาธิแนบมาแล้ว
จิตของผมเริ่มเข้าสู่ขณิกสมาธิ และอุปจารสมาธิมาทีละน้อย จิตเริ่มรวมตัวได้ทีละขณะ

ส่วนการเพ่งลมสามารถทำได้ดีและละเอียดมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ท้ายที่สุด จากลมหายใจที่ ใสเหมือนน้ำที่วิ่งผ่านตรงปลายจมูกก็เริ่มเกิดความสว่าง
เจ๊บอกว่าให้เพ่งที่ไม่สว่างให้สว่างซะ
ที่ไม่ชัดก็ทำให้ชัด เหมือนที่น้องดูทีวี

ทีวีมันจะเป็นเม็ด ๆ ไม่รวมตัวกันก็ทำให้รวมตัวกันด้วยกำลังของสมาธิ

จิตของผมได้เข้าไปสู่อัปปนาสมาธิโดยการเห็นแสงสว่างจ้าอยู่ตรงหน้า

ผมเริ่มที่จะเห็นทุ่งหญ้าที่กว้างสุดหูสุดตาวับ ๆ แวม ๆ แล้ว
ผมเพ่งจนภาพต่าง ๆ มันละเอียดและชัดขึ้นมา

ซักพักผมก็เข้ามาได้อีกแล้ว ผมหัวเราะดีใจเหมือนเด็ก ๆ
ที่ได้มาเจอเรื่องแปลก ๆ อีกแล้ว
เวลานี้ผมกำลังยืนหัวเราะดีใจแก้มป่องเลย

ผมมองไปที่ทุ่งหญ้าที่สุดหูสุดตาเลย
เจ๊บอกว่าเวลาน้องเข้าไปภพภูมิของน้อง ให้สังเกตกายสัมผัสว่ามันต่างจากกายเนื้ออย่างไรด้วย และก็อย่ามัวเอาแต่วิ่งเล่นซิ

พิจารณาในความละเอียดด้วย เพราะสภาพทิพย์บางอย่างเขาปิดบังน้องอยู่ น้องต้องใช้ทิพย์อำนาจกำลังของสมาธิเปิดดูเอา



2เดือนที่ผ่านมาเจ๊สอนมาตลอดเลยและกว่าผมจะเข้ามาได้ก็แสนจะยากเหลือเกิน มีเหรอที่จะไม่ทำตาม
ผมเพ่งไปด้วยความละเอียดว่ามีอะไรที่มองไม่เห็นอีก

ซักพักหนึ่งเท่านั้นหละครับ สีเกิดขึ้นมาก่อนเลย ความเข้มของสีเขียวของทุ่งหญ้า เป็นสีเขียวที่นุ่มนวลตา สีของทุ่งหญ้าช่างอ่อนโยนและมีความสว่างในตัวอ่อน ๆ

(ไม่มีสิ่งใดมาเทียบเท่าตาของอทิสมานกายได้ การมองเห็นจะเห็นไปถึงความนุ่มนวลของสี ความเหลื่อมของสี เฉดสี ชั้นของสีเรียกว่าทุกอณูของสีสรรความสว่าง)

ออกมาและก็มีสิ่งที่เด็กอย่างผมต้องกระโดดตบมือดีใจสุด ๆ เลยก็คือดอกไม้แซมออกมาจากทุ่งหญ้าทั่วไปเต็มไปหมด และที่ ดีใจเพราะ

ดอกของมันหาที่ไหนไม่ได้แน่บนโลก
ดอกเป็นแก้วเจียระไนขนาดซัก ๒ เซ็นต์ และภายในกลับเป็นเพชรสีฟ้าอ่อนระยิบระยับไปทั่วท้องทุ่งเลย

"ฮู๊ว ๆๆๆ สวย ๆๆๆ สวยจังเลย"
เด็กอย่างผมกระโดดโลดเต้นอยู่ตรงนั้นหละครับ เพราะสีสันต่าง ๆ

ที่ส่องประกายออกมาในขณะที่ประสาทสัมผัส
ของดวงตาอทิสมานกายจะเห็นได้อย่างชัดเจน
ไม่รู้ว่าเรียกอะไรดี

(ตาที่เห็นบนโลก
ทาบไม่ติดหรอกครับเพราะมันทั้งนุ่มนวล
และมีประกายของแต่ละสีออกมาทั้งสีเขียวอ่อน เขียวเข้ม ฟ้าอ่อนและฟ้าเข้ม ตัดกันจนตื่นตาตื่นใจเลยทีเดียว)

หูก็ได้ยินเสียงลมที่พัดมาถูกกาย ทั้งใกล้และไกล กายสัมผัสก็รับรู้ถึงความสดชื่นของอากาศ ความเย็นสบาย สุขและปีติเกิดขึ้นอย่างเต็มที่เลยทีเดียว

เจ๊เรานี่สงสัยจะเจอมาบ่อยทำไมรู้ดีจังหว่า ผมหันไปมองรอบกายและมองเห็นภูเขาไกล ๆ ลิบ ๆ

แต่ในโลกคงจะหาที่สูงและใหญ่กว่ามันคงจะไม่มีอีกแน
่ภูเขาอะไรกันอยู่ตั้งไกลแต่ยังเห็นซะชัดเลย

ผมไม่กล้าที่จะเหยียบไปบนทุ่งหญ้าแก้วผลึกที่มีเพชรสีฟ้าอ่อนได้หรอกครับ และที่สำคัญ ตอนนี้ผมกลัวสมาธิผมจะถอนกำลัง จะมัวเพลินมากกว่านี้ไม่ดี ผมลอยตัวขึ้นมาและเหาะไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ปากก็ไล่กินลมเหมือนเด็ก ๆ ที่มีความสุขเหมือนเดิม

" เย็นสบายดีจังเลย โลกอะไรเนี่ย ทั้งสดชื่นและก็เย็นสบาย"

ผมพูดไปหัวเราะไปและหันไปมองรอบทิศไปหมด ท้องฟ้าก็แปลกกว่าบนโลก ไม่มีทั้งพระอาทิตย์และ ดวงจันทร์ แล้วทำไมสว่างอย่างนุ่มนวลจัง ผมได้แต่คิดว่า ไว้ออกไปจากโลกของผมแล้ว จะถามเจ๊อีกที

ผมเหาะไปที่ลานกว้างใหญ่มากบนภูเขา มีต้นไม้ใหญ่น้อยกระจายไปทั่ว ผมเหาะไปลงตรงกลางลานภูเขาและเดินดูอะไรเพลินอยู่พักหนึ่ง
ก็ได้ยินเสียงเหมือนคนร้องเพลงโอเปร่า เสียงท่วงทำนองช่างอ่อนโยน และไพเราะเสนาะหูเหลือเกิน

(เสียงเพลงใด ๆ จะมาเทียบกับประสาทสัมผัสของอทิสสมานกายคงไม่มีแน่นอน เพราะว่าเสียงที่ได้ยินอย่างชัดเจนนั้นมันจะได้ยินถึงระดับในโทนเสียงต่าง ๆ อย่างลุ่มลึก มิน่าสวรรค์จึงน่าอภิรมย์ยินดี เพราะสัมผัสทุกอย่างมีแต่ความละเอียดนั้นเอง)

ผมหันไปมองที่ต้นเสียงก็เห็นต้นไม้เตี้ย ๆ ระดับสายตาของผมมีนกน้อยขนาดเท่านกหงส์หยกบนโลกเกาะอยู่ ความสวยช่างเทียบกันไม่ติดจริง ๆ

เพราะนี่นกหรือตุ๊กตากันแน่นะ สีที่ตัวเป็น สีฟ้าสลับกับสีเขียว หางก็ยาวกว่าตัวของมันถึง ๒ เท่า

แถมสีที่หางจะสลับเป็นสีสันแพรวพรายตามท่วงจังหวะการร้องของเจ้านกเอง ส่วนตรงปีกกลับเป็นแก้วโปร่งใสกระพือปีกไปร้องไปและที่น่าหัวเราะคือ

เจ้านกเอียงคอดูผมด้วยดวงตาสีนิลเป็นประกายเหมือนนกขี้เล่น จนผมอดหัวเราะไม่ได้ผมนั่งฟังเขาร้องเพลงจนเพลินเลย

จนเจ้านกบินไปที่เหวข้างหน้าแล้วลับหายไป
ผมได้แต่วิ่งไปดูที่เหวลึกข้างหน้า
มองลงไปข้างล่าง ผมเห็นบ้านอยู่แต่ไกล

แต่ที่สวยก็คือตัวบ้านเปล่งประกายของสีแดง เขียว เหลือง ชมพู เป็นประกายระยิบระยับให้เห็นแต่ไกลเลย คราวนี้ก็เข้าทางผม อยากเจอมานานแล้ว ผมกระโดดลงไปแบบไม่ต้องกลัวตกเหวตาย

เพราะจะตายได้ไงละ มันเป็น อทิสสมานกายอยู่ ไม่ต่างจากวิญญาณหรอก ผมเหาะฝ่าอากาศ ลมเย็น ๆ ก็ปะทะหน้าตลอด ปากก็พูดไปด้วย
" สวยอีกแล้ว ทำไมมีแต่ของสวยงามไปหมดเลยนะ"

ผมหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ผมเหาะมาลงตรงหน้าบ้าน พื้นลานหน้าบ้านที่ผมเห็นแต่ไกลว่าออกสีฟ้าคือ อิฐ ที่เป็นแก้วสีฟ้าขนาดเท่ากับอิฐแดงบนโลกนะแหละครับ

แต่เรียงปูกันสลับความเข้มของสีฟ้าอ่อนและเข้ม ตัวบ้านเป็นรูปทรงปราสาทหลังใหญ่มาก หลังคาที่ผมเห็นแต่ไกลที่ส่องประกายสีสันต่าง ๆ

ไม่ใช่หลังคากระเบื้องเลยครับ แต่เป็น มรกต ทับทิม โกเมน ซัฟฟราย เพชรพลอยหลายหลากสีอัดกันแน่น
อยู่บนหลังคาส่องประกายแข่งขันความงาม
กันออกมายิ่งกว่าที่เห็นได้ดีบนโลก

เพราะสัมผัสทางตาของอทิสสมานกายเห็นได้ดีกว่าตาบนโลก
มันทั้งนุ่มนวลและไม่แสบตา จนทำเอาผมตาค้างไปเลย

คิดในใจว่าเอาไปฝากแม่และเจ๊คนละเม็ดคงจะดีอะนะ ก็แต่ละเม็ดใหญ่กว่าเหรียญบาทสมัยนั้นซะอีก

ผมมองไปที่ตัวบ้านกลับเป็นแท่งแก้วเจียระไนส่องประกายขาว ๆ สว่างเป็นเกล็ดของแสงเล็ก ๆ อยู่ทั่วตัวบ้าน ไม่เว้นแม้แต่ประตู ก็เป็นแก้วที่ประดับไปด้วยเพชรพลอยสีสันต่าง ๆ

บ้านหลังนี้ถ้าอยู่บนโลกสงสัยเก็บค่าผ่านประตูเข้าชมคงจะรวยอื้อซ่าแน่เลย

(เวลานั้นผมไม่ทราบว่าสิ่งที่เห็นเรียกอะไรบ้าง แต่เวลาที่เจ๊สอบอารมณ์และผมเล่าในสิ่งที่เจอมา
เจ๊จะอธิบายมาให้ฟังอีกที ปัจจุบันผมอายุได้ ๔๑ ปีจึงเขียนอธิบายได้ดีกว่าเด็กอายุ ๕ ขวบนะครับ)

ในขณะที่ผมยินดีและเพลิดเพลิน กลับได้ยินเสียงคนภายในบ้านเหมือนตะโกนเรียกกันด้วยความยินดี เสียงก็เป็นเสียงที่คุ้นหูเหลือเกิน

ผมเดินไปที่ประตูบ้านและก็ผลักเข้าไป ผลเหรอครับ
โดนแรงผลักออกมากลิ้ง หลุน ๆ กระเด็นกระดอนเลย พอลุกขึ้นมาได้ ผมได้แต่มองและคิดในใจว่าประตูบนสวรรค์มันติดสปริงด้วยเหรอเนี่ย กำลังงงอยู่จะเอาอย่างไรดี

กำลังสมาธินี่มันเหมือนเวลาจะหมดก็ไม่ค่อยจะบอกกันเลย เหมือนถ่านไฟฉายเลย จะหมดก็หมดเอาซะดื้อ ๆ ผมรู้เลยว่าสมาธิกำลังถอนออกด้วยหมดกำลัง

ภาพที่เห็นเหมือนคนมาแกล้งปิดทีวีตรงหน้าหรี่ลงไปอย่างรวดเร็ว ตัวผมไหลวูบเข้ามาหากายเนื้ออย่างรวดเร็ว ครับมาอยู่ในท่านอนเหมือนเดิม ผมลุกขึ้นมานั่งทบทวนช่วงเวลาออกและเข้าอีกที

ตรงนี้เป็นกฎข้อบังคับของเจ๊เพื่อให้จดจำฐานที่ออกและเข้าให้ขึ้นใจ ต่อไปจะได้เข้า ๆ ออก ๆ ง่ายหน่อย

วันรุ่งขึ้นก็เข้าไปหาเจ๊นั่งคุยกัน ผมเล่าไปอย่างที่เจอมาอย่างละเอียด เจ๊ฟังไปก็หัวเราะไป แต่ตอนเข้าบ้านเจ๊มองหน้าผมและก็กุมขมับเลย เจ๊ให้ผมมานั่งใกล้ ๆ และคุยกันตามประสาคนรักธรรมปฏิบัติ

เพราะเรื่องพวกนี้ขืนไปเล่าให้ใครฟัง
ไม่โดนว่าบ้าแต่เด็กก็เด็กต๊องแน่

"น้องไปเจอมาซะเยอะเลยนะ แต่คราวหลังอย่าไปที่บ้านอีกแล้วนะ ไม่งั้นถ้าน้องเจอคนภายในบ้านนั้น ละก็ เกิดจำอดีตได้แล้วจะไม่ยอมกลับ เจ๊ได้โดนแม่ตีตายแน่ ๆ"

เจ๊สั่งผมเพราะกลัวว่า ผมจะเข้าบ้านหลังนั้นแล้ว ตัวผมเองก็คงจะหมดอายุขัยแน่นอน
ผมได้แต่พยักหน้าและก็อดพูดไม่ได้

" เจ๊ น้องก็คงไม่เข้าไปหรอก แค่แตะนะ น้องนี่กระเด็นกระดอนกลิ้งหัวซุกหัวซุนเลย"

เจ๊กับผมมองหน้ากันและก็หัวเราะออกมา สงสัยจะเห็นสภาพผมตามที่เล่าให้ฟังจนเห็นภาพ
เด็กที่กลิ้งเป็นลูกขนุนออกมาจากประตูบ้าน

"ฮ่า ๆๆ… ก็มันไม่ถึงเวลา น้องยังต้องสร้างความดีอีกเยอะ
บุญไม่พอจะอยู่ได้ไง คราวนี้เจ๊จะบอกให้นะ ในภพภูมิบางที่นะ ไม่ต้องมีพระอาทิตย์หรอก

เพราะรัศมีของเทพแต่ละองค์จะเปล่งประกายออกมาขึ้นอยู่กับบารมีแต่ละท่าน และน้องก็ไม่เห็นพวกท่านหรอก ถ้าท่านไม่ให้เห็นนะ" ผมได้แต่ปากเบะ เพราะรู้ว่าอดได้เจอนางฟ้าเลย แต่แค่นี้ก็สนุกสุด ๆ แล้ว

"สิ่งที่น้องเจอมาก็จะมีทั้งจริงและไม่จริงปนกัน ครูอาจารย์ท่านพูดเสมอว่า สิ่งที่เห็นในสมาธิที่ดูเหมือนจริง บางครั้งก็ไม่ใช่ความจริงเสมอไป เป็นนิมิตแค่นั้น" ผมเอามือมาเกาหน้าผากบอกกริยางงให้เจ๊รู้

" สิ่งที่น้องเห็น ไม่ว่าจะเป็น นก ต้นไม้ ดอกไม้ บางครั้งอาจเกิดจากทิพย์อำนาจของน้องเอง ตามจินตนาการของเรา ดลบันดาลด้วยอำนาจทิพย์ให้เกิดขึ้นมาตามใจปรารถนา

ตามกำลังบุญแต่ละคนไม่เหมือนกัน" เจ๊มองหน้าผมว่าจะเข้าใจไหม ผมได้แต่พยักหน้า
พอจะเข้าใจได้บ้างหรอก ก็เพ่งไปซะเต็มที่ซะขนาดนั้น

ครูอาจารย์สายพระป่าท่านจึงไม่ให้ยึดติดสุขของสมาธิ เหมือนคนติดสุข แต่ไร้ปัญญา ส่วนอภิญญานั้นท่านบอกว่าเป็นผลพลอยได้

มาจากความดีที่เราสะสมมา ไม่ใช่จะได้กันหมด
เจ๊ยังทำไม่ได้เหมือนน้องเลย
การทำสมาธิที่ดีคือเวลาเราเข้าไปแล้ว ๆ ก็ถอนกำลังมาที่อุปจารสมาธิ จะได้กำลังมากเพื่อมาพิจารณา ให้จิตตั้งมั่น

และยกเอาพระไตรลักษณ์ขึ้นพิจารณา เข้าสู่สภาวะของ วิปัสสนา ว่าสิ่งต่าง ๆ ล้วนไม่เที่ยงจับต้องไม่ได้ เป็นทุกข์ และดับลงไปเป็นธรรมดา เพี่อให้เกิด ปัญญา ที่เขาเรียกกัน ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา

“ไว้น้องโตกว่านี้เจ๊จะสอนเรื่องวิปัสสนาให้ ตอนนี้ปูฐานให้แน่นซะก่อนนะ" วันนี้ตอนท้ายเจ๊ผมเล่นของหนัก หนักหัวนะ

(ว่างๆจะมาเล่าต่อนะครับ ในเรื่องของพระคาถาชินบัญชร กรุณาอ่านแบบนวนิยาย อ่านด้วยการพิจารณา นิมิต หรืออภิญญาไม่ได้ทำให้พ้นทุกข์ได้ เพียงแต่ทำให้ใจศรัทธาต่อคุณพระรัตนตรัย
และเกิดสัมมาทิฎฐิ

ผมอาจจะเล่าไปแค่ความศักดิ์สิทธิ์ของพระคาถาแต่ถ้าไม่เบื่อ ผมจะเล่าต่อไปครับ ขออนุโมทนา เพื่อยังประโยชน์ให้แก่ท่านที่สวดพระคาถาชินบัญชร
ในการมีกำลังใจและไม่ท้อแท้และเกิด
ความเชื่อม่ั่นในพระคาถาครับ)
--------------------------------------------------------------------------------


แก้ไขล่าสุดโดย ฟ้าใส เมื่อ 14 / 03 / 2009, 15:49, ทั้งหมด 1 ครั้ง
ฟ้าใส
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 3919
คติพจน์: ทำวันนี้...**.. ให้ดีที่สุด
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:
solomon พิมพ์ว่า:
อนุโมทนาด้วยครับ กัปตัน


คับมอน "โมทนาบุญคับ" อนุโมทนา เช่นกันคับมอน สุขกาย สบายใจ นะคับ
ฟ้าใส
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 3919
คติพจน์: ทำวันนี้...**.. ให้ดีที่สุด
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:


อ่านเรื่องเล่า "เรื่องเล่าความศักดิ์สิทธิ์พระคาถาชินบัญชร "
จาก คุณชัชวาล เพ่งวรรธนะ กันมายาว มาก แต่ อ่านแล้วไม่เบื่อเลยนะคับ
เรามาฟังเพลง พักสายตากันหน่อยดีกว่าคับ


จากคุณ (หนูตา) ทีมพระไตรปิฎก จากเว็บพลังจิตคับ
เพลง "คาถาชินบัญชร"

http://audio.palungjit.com/showthread.php?t=429

แก้ไขล่าสุดโดย ฟ้าใส เมื่อ 14 / 03 / 2009, 15:51, ทั้งหมด 1 ครั้ง
.
.
.
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    Goldhips Board » การลงทุนทองคำ ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า 1, 2, 3 ... 181, 182, 183  ถัดไป
หน้า 1 จาก 183

 
ไปที่:  
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน

[ ข้อความที่โพสต์ในกระดานสนทนานี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบของทางเว็บไซต์ ]


Copyright 2007 | Goldhips.com | All Rights Reserved.




.
. . .