. .
Logo
. ธรรมะ & สมาธิ Go back
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    Goldhips Board » การลงทุนทองคำ ไปที่หน้า 1, 2, 3 ... 59, 60, 61  ถัดไป
ผู้ตั้ง ข้อความ
ฟ้าใส
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 3919
คติพจน์: ทำวันนี้...**.. ให้ดีที่สุด
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง: ธรรมะ & สมาธิ


แก้ไขล่าสุดโดย ฟ้าใส เมื่อ 26 / 03 / 2009, 0:26, ทั้งหมด 4 ครั้ง
solomon
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 1334
คติพจน์: ความสุขหาง่าย แค่ใจเรารู้สึก
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:
อนุโมทนาด้วยครับ กัปตัน



สัพเพเหระ http://www.goldhips.com/board/viewtopic.php?p=16569#16569
กดโหวตเวป http://finance.truehits.net/finance_and_investment/index.php
ฟ้าใส
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 3919
คติพจน์: ทำวันนี้...**.. ให้ดีที่สุด
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:


"อนุโมทนา" กับคุณ ชัชวาล เพ่งวรรธนะ ขอบคุณคับ

ความศักดิ์สิทธิ์ของการสวดพระคาถาชินบัญชร

เรื่องนี้เป็นเรื่องจากประสบการณ์จริงไม่ได้แต่งขึ้นเอง
จึงขอนำมาเล่าให้ฟังกัน เพื่อบูชาองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในสิ่งที่พระองค์ทรงกล่าวถึง เรื่อง สมาธิ และอภิญญา

เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานมากแล้ว ย้อนไปเมื่อประมาณ 19 ปีก่อน ได้เกิดกรณีของนายทหารท่านหนึ่ง คือ พ.อ. เสนาะ จินดารัตน์ ท่านได้ตายและฟื้นมาถึง 2 ครั้ง

เป็นที่ฮือฮาในสมัยก่อนที่กล้าออกมาท้าทายต่อความเจริญทางด้านวัตถุ และชื่อเสียงของท่าน แต่ได้ผล คนเชื่อถือเรื่องที่ท่านเล่าเป็นอันมาก
คนได้หันมาทำบุญ ทำทาน กันขนานใหญ่ เรียกว่าทั้งประเทศเลยในช่วงนั้น

ท่านได้เล่าเรื่องสวรรค์และนรก รวมทั้งเส้นทางเดินที่กว้าง ลักษณะก็คล้ายกับเรื่องของผู้หญิงท่านหนึ่่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ในรายการตี ๑๐ และการที่ท่านได้ไปเยือนบ้านของท่านเองบนสวรรค์ และที่สำคัญคือ ท่านได้ยินเสียงสวดมนต์ในสวรรค์ชั้นที่สูง เสียงสวดมนต์ที่ไม่เห็นผู้สวดกังวานก้องไปทั่ว

เสียงสวดมนต์ที่ท่านจำได้ว่าคือ พระคาถาชินบัญชรครับ
ครับแล้วเรื่องนี้มาเกี่ยวของกับผมได้ยังไง รับรองว่าสนุกสนานเพลิดเพลิน อ่านเพื่อนำมาเปรียบเทียบกับการปฏิบัติที่ท่านได้พบเจอมาด้วย เทียบเคียงกันนะครับ


ผมเป็นคนที่ชอบปฏิบัติสมาธิมาตั้งแต่อายุ ๕ ขวบแล้ว ด้วยการที่เป็นเด็กเรียบร้อย ว่านอนสอนง่าย จึงโดนหลอกง่ายไปด้วย ครอบครัวของผม เตี่ยเป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่ แม่ก็ลูกครึ่งจีน เรียกว่าออกจีนกันทั้งบ้านผมเป็นลูกชายคนเล็กสุด

แต่ยังมีน้องสาวอีกสองคน พี่ชายห้า พี่สาวสาม รวมก็ปาเข้าไป ๑๑ คน เกือบตั้งชมรมฟุตบอลได้แล้ว

ครอบครัวค่อนข้างจะอบอุ่น ทำการค้าขายอยู่ตลาดใต้ จังหวัดพิษณุโลก (เวลานั้นผมอายุได้ ๕ ขวบแล้ว) ผมมีเจ๊คนหนึ่ง เจ๊ชอบปฏิบัติธรรมมาก และเที่ยวหลอกน้องให้มาปฏิบัติกันทุกคน

มีแต่ผมนี่ล่ะ ที่เชื่อเอาจริงเอาจังกว่าใครเพื่อน เพราะสมัยเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๔ มีหนังช่วงหัวค่ำ เรื่อง พิภพมัจจุราช ผมกลัวตกนรก เจ๊เลยเอามาขู่ผม ในค่ำคืนหนึ่ง

"น้องกลัวนรกใช่ไหม ทั้งโดนแทง โดนต้ม ไฟก็ร้อนทรมานมาก " เจ๊ขู่ผม ฟอด ๆ จนผมหน้านิ่วคิ้วขมวด

"เจ๊ น้องกลัวนะ ทำไงไม่ต้องไปตกนรกล่ะเจ๊" ผมถามเจ๊เพราะรู้ว่าเจ๊ปฏิบัติทุกคืน ชอบสวดมนต์ เลยเข้าใจเอาแบบ เด็ก ๆ ว่าเจ๊น่าเชื่อถือที่สุด

"น้อง ถ้าเจ๊ให้ทำอะไรน้องจะทำตามไหม รับรองทั้งไม่ตกนรก แถมน้องจะได้เจอนางฟ้าสวย ๆ และได้ไปสวรรค์ด้วยนะ " เจ๊ผมเริ่ม วางแผนการ………รายการต้มน้องตอนดึก
ยามจะหลับจะนอนก็ไม่เว้น

"จริงเหรอเจ๊ น้องอยากไปสวรรค์ อยากเห็นนางฟ้า เขาบอกว่านางฟ้าสวย เหาะได้ด้วย เจ๊ บอกวิธีให้น้องหน่อยจะได้ไหมจ๊ะ” ผมอ้อนพี่สาวของผมเพื่อให้สอนวิธีของพี่แกมาให้

"เอาอย่างงี้ ตอนนี้น้องเริ่มง่วงหรือยัง" เจ๊ ก้มมามองผมที่นอนฟังอยู่ และแกก็อมยิ้มน้อย ๆ คงคิดในใจว่าจะเริ่มขั้นตอนหลอกน้องยังไงดี
และน้องตอนนี้ตั้งท่าเชื่ออย่างสนิทใจแล้วด้วย

"น้องเริ่มง่วงแล้วเจ๊" ผมตอบเจ๊ไปเพราะตอนนั้นแม้สนใจแต่ตาก็อยากจะหลับ

"น้องดูที่ปลายจมูก แล้วสูดลมเข้าแรง ๆ ลึก ๆ ให้เห็นลมเข้าลมออกนะ มองให้เห็นลมด้วยนะเอาให้ชัด หลับตาด้วย"
เจ๊ยกมือขึ้นมา ปิดปากกลั้นหัวเราะ ที่หลอกน้องได้สำเร็จ แต่หารู้ไม่ว่าน้องคนนี้กำลังเจอเรื่องแปลกมหัศจรรย์ที่สุดตั้งแต่ยังเด็ก

"มองลมที่ปลายจมูกเห็นมันออกก่อนและเข้านะ อย่าไปบังคับมันปล่อยตัวตามสบาย มองให้หลับไปเลยนะ"

เจ๊ลุกไปจากห้องของผมแล้ว แต่… ในท่าที่นอนทำสมาธิโดยไม่รู้ตัวนั้น ผมกำลังเกิดความตั้งใจที่จะไปสวรรค์อย่างแรงกล้า เลยเฝ้าดูลมไปพักใหญ่จนม่อยหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้

วันรุ่งขึ้น เจ๊เข้ามาหาที่ห้องแล้วก็เริ่มซักน้องทันทีที่เจอ

"น้อง เมื่อคืนทำเป็นไง ไหนเล่าให้เจ๊ฟังหน่อยซิ" เจ๊นั่งลงแล้วมองดูผมที่เพิ่งตื่นอยู่

"เจ๊ น้องไม่เห็นมีอะไรเลย เห็นแต่ลมเข้า ๆ ออก ๆ แต่มันขาว ๆ ไงไม่รู้ น้องเห็นได้เท่านี้น้องก็ไม่รู้ตัวเลย หลับฟี้เลยเจ๊"
ผมเล่าภาคปฏิบัติให้เจ๊ฟัง แต่เจ๊กลับตาโตขึ้นมา ทำท่าเหมือนดีใจอะไรบางอย่าง

เวลานั้นผมแค่ ๕ ขวบเอง โดนเจ๊หลอกเสียหลายวันเลย
เจ๊ของผมอมยิ้มน้อย ๆ
ก้มมองผมที่นอนอยู่และเริ่มสอนอย่างง่ายที่สุดให้ฟัง

"สิ่งที่น้องทำอยู่นะ บางคนตลอดชีวิตยังทำไม่ได้เลย
น้องเดินมาถูกทางแล้วนะ ทำให้มากขึ้น เจ๊รับรองน้องจะได้เจอนางฟ้าสวย ๆ และได้ไปเที่ยวสวรรค์แน่นอนเลย" เจ๊ชมผมและหลอกล่อต่อ

เจ๊ยิ้มอย่างคนมีความหวังที่จะสอนน้องอย่างจริงจัง แล้วเจ๊ก็เริ่มอธิบายมาอย่างยกใหญ่

"น้องรู้ไหมทำไมเจ๊ให้น้อง นอนดู แทนที่จะนั่งดู" เจ๊ผมตอนนี้เหมือนอาจารย์คนแรกเลยที่สอนเรื่องการภาวนาให้ผมโดยไม่รู้ตัว ผมได้แต่สั่นหัว จะไปเข้าใจอะไรล่ะก็แค่ ๕ ขวบ
ก็ฟังเจ๊พูดไปแค่นั้นหละ

"พื้นฐานของสมาธิ ต้องมีสุขนำหน้า ร่างกายต้องอยู่ในช่วงการผ่อนคลาย เพื่อให้เกิดความสงบระงับ ไม่งั้นจิตก็จะซัดส่าย และเข้าสมาธิไม่ได้ เพราะมีทุกข์อยู่

สิ่งที่น้องทำอยู่คือเพ่งไปที่ลมอย่างจดจ่อ ด้วยใจที่มุ่งมั่น ประกอบไปด้วยความเพียรและสติ น้องต้องประสพผลอย่างดีแน่ ๆ เจ๊เชื่ออย่างงั้นนะ" เจ๊สอนมาเป็นชุด

"เจ๊ น้องงงไม่เข้าใจหรอก เอาแต่ว่า น้องจะได้เห็น นางฟ้าไหม ได้เที่ยวสวรรค์หรือเปล่า เรื่องอื่น ๆ น้องไม่สนใจหรอก อยากไปเที่ยวนะ" ผมมองเจ๊ เพื่ออยากให้เจ๊ สอนต่อ

"เอางี้นะจ๊ะ คืนนี้น้องทำต่อ ดูลมหายใจตอนนอนนะแหละ ดูให้ชัด ถ้าน้องเห็นลมหายใจขาว ๆ อย่างที่น้องเห็น ให้เร่งดูมันให้ มากขึ้น กายมันจะง่วงปล่อยให้มันง่วงไปแต่ใจอย่าหลับ

ให้จดจ่อแต่ลมหายใจของน้องอย่างเดียว ถ้าน้องเริ่มเห็นลมขาว ๆ ละเอียดมากขึ้น ทำให้มันสว่าง เหมือนน้องดูทีวีและปรับภาพให้มันสว่างขึ้น ที่มันมืด ๆ ก็ทำให้สว่าง ที่มันไม่ชัดก็เพ่งมันให้ชัด" เจ๊สอนให้ผมมาอีกชุดใหญ่ และในคืนนั้นผมก็เริ่มทำต่อ

ปรากฏว่า หลับปุ๋ยเป็นตาย ไม่เจออะไรเลยและไม่เห็นอะไรเลยเป็นอย่างนี้มาร่วม 2 อาทิตย์ ตกเย็นวันนั้นดู พิภพมัจจุราชต่อ
มีคนขึ้นสวรรค์ด้วยและตกนรกด้วย

คืนนี้ก็เลยตั้งใจกว่าเดิมว่า จะลองทำดูไม่เห็นช่างมัน
เจ๊บอกอย่าตั้งใจมากเกิน ปล่อยสบาย ๆ คืนนั้นผมได้ลองดูลมตามที่เจ๊แนะนำมาหลายวันแล้ว และนี่คงเป็นครั้งแรกก็ได้ที่รู้ว่าสมาธิมีจริงแน่นอน

คืนนั้นผมสวดมนต์ไหว้พระตามที่เจ๊สอน
(เพื่อกันผีหลอกนะ คิดอย่างนั้นจริง ๆ เรื่องผีนี่กลัวจนขึ้นสมอง เพราะโดนหลอกเรื่องผีมาตั้งแต่เด็ก)

ผมล้มตัวลงนอน และปล่อยตัวสบาย ๆ เวลานี้ผมเริ่มที่จะง่วงแล้ว ผมเริ่มที่จะดูลมหายใจที่กระทบปลายจมูก ออก และเข้า อย่างช้า ๆ เป็นลำดับ

เจ๊ไม่ให้ผมบริกรรมเพราะกลัวผมจะไม่เข้าใจเวลาองค์บริกรรมหายไป เจ๊บอกอย่างเดียวว่า กายจะหลับปล่อยให้มันหลับ แต่จิตให้มันตื่นเข้าไว้ ผมจำตอนนี้ของเจ๊ขึ้นใจ

เพราะเจ๊ย้ำมาตลอดว่าตอนนี้สำคัญที่สุด มันทำให้น้องเผลอหลับไม่รู้ตัว และทำให้ปฏิบัติไม่ได้ผล

ครับมาถึงตอนสำคัญ ลมหายใจของผมมันเริ่มละเอียดและหายไป

เจ๊บอกว่าดูดี ๆ ไม่ได้หายหรอก กายมันสงบระงับทำให้กายต้องการลมน้อยลงจึงทำให้ลมละเอียด

ผมก็เริ่มดูมันมากขึ้น เวลานี้ผมเหมือนคนที่ง่วงมากที่สุดแล้ว เจ๊บอกจิตมันกำลังวิ่งเข้าหาภวังค์จิตอยู่

(ผมไม่รู้หรอกครับเจ้าภวังคจิตคืออะไร เจ๊บอกมันจะเหมือนคนง่วงมาก ๆ ซึม ๆ)

ปล่อยมัน ทำจิตให้ตื่นตัวเข้าไว้ กายให้มันหลับไป
ช่วงนี้มันเหมือนสลึมสลือจริง ๆ แต่ ผมกลับผ่านมันมาได้ด้วยการเพ่งไปที่ลมหายใจมากขึ้น ลมหายใจของผมมันเริ่มที่จะขาว และใสขึ้นเป็นลำดับ

เจ๊บอกว่าถ้าถึงตอนนี้ให้นึกถึงทีวีที่ดูทุกวัน มันไม่สว่างก็เพ่งให้สว่าง มันไม่ชัดก็เพ่งให้มันชัด
(ทีวีเมื่อเกือบ ๔๐ ปีก่อนไม่ได้เปิดปุ๊บติดปั๊บ กว่าจะสว่างและชัดต้องใช้เวลานะครับ แถมต้องมาหมุนลูกหมุน ๆ หน้าจอเพื่อจูนหาคลื่นอีกต่างหาก ไม่มีรีโมททีวีเหมือนปัจจุบันนี้หรอกครับ เจ๊เลยสอนทำให้เห็นภาพโดยง่ายหน่อย)

ครับสิ่งที่ผมเจอมันชักจะพิลึกเข้าไปใหญ่แล้ว ผมเริ่มที่จะเห็น ภูเขา และทุ่งหญ้าอยู่ตรงหน้า มันเหมือนผมกำลังจะฝันไปซะแล้ว แต่ผมกลับไปปรับมัน
โดยการเพ่งให้มันสว่างขึ้น และทำให้มันชัดขึ้น

ให้ตายลงไปต่อหน้าเลยครับ เด็กอย่างผมได้เจอเรื่องที่แปลกประหลาดและอัศจรรย์เป็นอย่างมาก

เพราะตัวตนของผม กลับมายืนอยู่กลางทุ่งหญ้า
และขุนเขาที่สูงใหญ่อยู่ตรงหน้า มันไม่ใช่ฝันเลย
ผมหันไปมองได้รอบทิศ ผมมองดูตัวเอง
มันปกติทุกอย่าง

ผมกำลังงงอยู่พักหนึ่ง นี่ผมไม่ได้ฝัน ตัวผมอยู่นี่จะฝันได้อย่างไร ผมมีความรู้สึกเหมือนคนตื่นตลอดเวลา
ผมถามตัวเองตลอดในขณะที่มีลมเย็น ๆ พัดมากระทบถูกกายตลอดเวลา ที่สำคัญผมมีความรู้สึกแปลก ๆ คือ มันมีกำลังอยู่ในตัวที่ต้องใช้มัน

ผมเริ่มที่จะวิ่งเล่นและหัวเราะอย่างสนุกสนาน
บนโลกที่แปลกพิลึกของผมเอง ผมวิ่งได้อย่างรวดเร็ว และที่สำคัญ ผมเหาะได้ด้วย เวลานั้นผมไม่กลัวความสูงเลย อากาศที่นี่สดชื่น และจิตก็เบิกบานอย่างเต็มที่
เวลานั้นผมเหาะเล่นเหมือนเด็กที่เจอของเล่นใหม่

"ฮู้ ๆๆ หนุกจังเลย หนุกจังเลย" ผมตะโกนอย่างมีความสุข พร้อมกลับอ้าปากกินลมเล่นจนหน้ากระพือไปหมด
ผมได้แต่หัวเราะชอบใจ ผมทั้งวิ่งและเหาะไปทั่วบริเวณนั้น

ตามประสาเด็กที่ตื่นตาตื่นใจ ผมเหาะไปที่ภูเขาตรงหน้าและวิ่งไปที่เหวที่ลึก ผมกลับไม่กลัวที่จะตกเหวเลย กลับกระโดดลงไปเพราะมันเหมือนตัวเองเวลานั้นมีกำลังที่จะทำอะไรก็ได้

ผมเหาะเล่นอยู่พักใหญ่และลงมายืนอยู่กลางทุ่งหญ้า ผมได้แต่มองไปทั่ว

ครับผมกำลังมองหานางฟ้านะครับ แต่ไม่มีซักคน ซักพักหนึ่ง ทุกอย่างมันเหมือนคนหมดแรงหมดกำลัง มันรู้สึกตัวอย่างนั้น ทุกอย่างเริ่มที่จะหรี่ตัวเหมือนทีวีใกล้ปิด

ความสว่างเริ่มหายไปก่อน ความชัดเจนเริ่มเลือนไป ครับซักพักผมกลับมาอยู่ในท่านอนเหมือนเดิมที่ห้อง ผมลุกขึ้นมานั่ง เกาหัวตัวเองอย่างแปลกประหลาดใจ และถามตัวเองว่าไปเจออะไรมานะ สนุกดีจังพรุ่งนี้ต้องถามเจ๊ละ

วันนี้ผมตื่นแต่เช้าเพราะเมื่อคืนไปเจอเรื่องแปลก ๆ มาก็เลยจะไปถามเจ๊ว่ามันคืออะไรกันแน่ มันเหมือนโลกแห่งความฝันแต่ทำไมถึงรู้สึกตัวตื่นตลอดเวลา ผมไม่ต้องปลุกเจ๊หรอกเพราะเจ๊ตื่นตี 4 มาทำสมาธิของแกทุกวัน

"เจ๊ ๆ น้องมีเรื่องเล่าให้ฟังนะเมื่อคืนมันแปลก ๆ” ผมเข้าไปหาเจ๊ที่ห้อง เจ๊หันมามองผมงง ๆ เพราะปกติน้องจะไม่ค่อยมาหาแต่เช้าหรอก หลับลูกเดียว

"วันนี้บุกถึงห้องเจ๊เลยเหรอ มีอะไรไหน ๆ ค่อย ๆ เล่ามาให้ฟังหน่อย" เจ๊ให้ผมมานั่งใกล้ ๆ และมองหน้าผมแบบตั้งใจที่จะฟังน้องว่าเจออะไรแปลก ๆ

"คืองี้นะเจ๊ น้องไม่เข้าใจนะคือเมื่อคืนน้องเห็นแสงสว่างอยู่ตรงหน้า มันไม่ชัดมากน้องก็เลยเพ่งเข้าไปก็ยิ่งสว่าง

ภาพมันไม่ชัดน้องก็เพ่งเข้าไปจนมันชัด
แต่ตัวของน้องมันกลับไปอยู่ในที่ ๆ หนึ่ง
มันเป็นทุ่งหญ้าและมีภูเขา น้องวิ่งได้เร็วมากและก็เหาะได้อีก

น้องถามตัวเองว่าฝันหรือเปล่า แต่แปลก มันเป็นจริงทุกอย่างเลย ทั้งรู้สึกตัวตื่นตลอดเวลา และตัวเองก็มีกำลังแบบแปลก ๆ ที่ต้องใช้ออกมา มันก็เลยทั้งวิ่งและก็เหาะ สนุกไปเลย แต่เจ๊ น้องมองหานางฟ้าด้วยนะไม่เห็นจะมีเลย บ้านนางฟ้าก็ไม่มี เจ๊อธิบายให้น้องฟังหน่อยนะ

ผมเล่าไปในขณะที่เจ๊ฟังไปยิ้มไปจนแก้มบาน บางครั้งก็จ้องมาที่ผมเหมือนว่ามันไปเจออะไรมาหว่า และจะหลอกน้องต่อหยั่งไงดี

"น้องเก่งจังเลย แต่ยังไม่ที่สุดหรอก ที่เจ๊สอนน้องนั้นเป็นเรื่องของการทำสมาธิในท่านอน
และที่น้องไปเจอมานะ มันเป็นกายฝัน

ครูบาอาจารย์ท่านเรียกกันหลายอย่างนะจ๊ะมีเรียกกันว่า กายฝัน กายทิพย์ กายวิญญาณ กายญาณทัศนะ และอีกชื่อหนึ่งที่ใช้บ่อยคือ อทิสสมานกาย สิ่งที่น้องทำได้หาคนทำได้ยาก ต้องเป็นวิบากเก่าของความเคยชินมาแต่ภพอดีต คราวหน้าน้องอย่าเอาแต่เที่ยวซิ

เวลาเข้าไปในสถานที่นั้นได้ให้น้องพิจารณาให้ละเอียด น้องอาจจะเห็นอะไรมากขึ้นกว่าเดิมก็ได้ เพราะบางอย่างเขาปิดสภาพทิพย์เอาไว้อยู่

ถ้าจิตไม่มีกำลังมากกว่านี้และไม่พิจารณาให้ละเอียดละก็ น้องก็จะเห็นได้แต่ภูเขา ทุ่งหญ้าแค่นั้นนะ" เจ๊อธิบายมาให้ฟัง ในขณะที่ผมก็ตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อเพราะเชื่อแล้วว่าเจ๊ไม่โกหกผมแน่ละ ผมพยักหน้าเข้าใจ

"โลกที่น้องเข้าไปได้นั้นมันเป็นโลกส่วนตัวของน้องเลย เรียกว่าภพภูมิเก่าของน้องนั่นแหละ

น้องยังจะไม่ได้พบกับใครหรอกเพราะยังไม่ถึงเวลาของน้อง แต่น้องจะเห็นสิ่งแปลก ๆ ในภพภูมิของน้องเอง ขอให้เชื่อเจ๊นะ ทำให้มากขึ้น และพิจารณาในความละเอียดให้เพิ่มขึ้น" เจ๊พูดเหมือนกับให้การบ้านไปทำมาเพิ่ม แล้วมาเล่าให้แกฟังต่อ

หลังจากที่เจ๊สอนผมในวันนั้นแล้ว
ผมก็ไม่สามารถทำได้อีกเลย ผ่านมาร่วมเกือบ ๒ เดือนแล้ว เจ๊มักมาคอยสอบอารมณ์ผมอยู่เสมอ

สิ่งที่เจ๊สอนก็คือ สมาธิมีดีก็มีเสื่อม เพราะยังเป็นผู้ประมาทและไม่ชำนาญ

เมื่อถึงเวลาสมาธิจะมาก็มาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ถึงเวลาจะไล่จับอย่างไรก็ไม่ได้ผล เจ๊บอกอย่าทอดทิ้งธุระ ให้เร่งและเพียรมากขึ้น ไม่ต้องไปใส่ใจ ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็อย่าตีโพยตีพาย

อีก ๒ อาทิตย์ต่อมาก็ได้เรื่อง มีอยู่คืนหนึ่ง หลังจากสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย (เจ๊สอนให้สวดมนต์ก่อนนอนเพิ่มเติม) และคาถากันผีของผมแล้ว ผมก็ได้ล้มตัวลงนอนไป อย่างสบายใจ

ตามปกติ เจ๊ย้ำมาหลายวันแล้วตรงที่ผมติดอารมณ์อยู่

คืนนี้จะเตะมันออก เจ๊บอกให้เตะเลยนะเวลามันเกิด
ผมนอนไปตามท่าที่ปกติ นอนดูลมหายใจไปตามธรรมชาติของมัน

ออกๆเข้าๆ เผลอบ้างก็ช่างมัน
เจ๊บอก อย่าไปจดจ่อเพ่งซะเต็มที่ตั้งแต่เริ่มทำ
มันจะเกิดอาการตึงเครียด ผ่อนใจตัวเองไปตามสภาวะกาย

ดูมั่งเผลอมั่งไม่เป็นไร แต่ตอนสำคัญที่จิตรวมตัว น้องจะรู้ว่าเกิดกำลังของจิตเอง ผมดูไปเรื่อย ๆ จนร่างกายเริ่มผ่อนคลายทีละน้อย

ความง่วงเหงาหาวนอนเริ่มเข้ามาแทรกทีละนิด เจ๊บอกว่าตอนนี้ จิตจะเริ่มทิ้งกายเพราะกายเริ่มเบา มันจะวิ่งเข้าไปหาภวังคจิตแล้ว และจะเริ่มขบวนการฝันของคนทั่วไป

ที่เจ๊ให้เตะก็คือตอนนี้หละ เจ๊บอกภวังค์ปราบเซียน ผมเคยถามเจ๊มาทีว่าปราบเซียนอะไร เจ๊…บอกว่า

" ก็เซียน…ขี้เกียจไง จุดปราบเซียนเลยหละ ที่เจ๊สอบอารมณ์น้องมาหลายวันแล้วก็มาติดตรงนี้ไม่ใช่เหรอ"

จริงของเจ๊เขาว่าจริง ๆ
๒ เดือนมานี้พอมาจุดนี้แล้วเซียนขี้เกียจก็เริ่มขบวนการของมันทันที คือเกิดอาการสลึมสลือและจิตมันเกิดอาการต่อสู้กับตัวเอง

นอน ๆ หลับ ๆ เจ๊เองก็สอนวิธีปราบเซียนมาให้แล้ว เจ๊บอกว่า หนามของความง่วงคือ การคิด ผมได้แต่เกาหัวไม่เข้าใจ

"เวลาที่น้องเริ่มง่วงจัด กายปล่อยให้มันหลับไป แต่ใจให้มาดูแต่ลมให้มากขึ้น“ จริงของเจ๊ คิดแต่เรื่องลม ลมที่เริ่มหายไปก็เริ่มชัดเจนมากขึ้น เคยบอกเจ๊ว่าลมมันหาย เจ๊บอกไม่หายหรอกดูให้ดี ๆ มันละเอียดไปตามสภาวะของกาย ครับ

จิตมันเริ่มทิ้งกายและผ่านภวังค์มาได้ด้วยการดูลมมากขึ้นนั่นเอง ผมผ่านขั้นตอนนี้มาได้และเริ่มเห็นลมจากละเอียดกลายเป็นขาวใส แต่กลับเห็นกายมันกรนครอกไปซะแล้ว

เจ๊บอกว่า กายให้มันหลับแต่จิตให้มันตื่นเข้าไว้ ช่วงนี้ผมเริ่มมีกำลังของสมาธิแนบมาแล้ว
จิตของผมเริ่มเข้าสู่ขณิกสมาธิ และอุปจารสมาธิมาทีละน้อย จิตเริ่มรวมตัวได้ทีละขณะ

ส่วนการเพ่งลมสามารถทำได้ดีและละเอียดมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ท้ายที่สุด จากลมหายใจที่ ใสเหมือนน้ำที่วิ่งผ่านตรงปลายจมูกก็เริ่มเกิดความสว่าง
เจ๊บอกว่าให้เพ่งที่ไม่สว่างให้สว่างซะ
ที่ไม่ชัดก็ทำให้ชัด เหมือนที่น้องดูทีวี

ทีวีมันจะเป็นเม็ด ๆ ไม่รวมตัวกันก็ทำให้รวมตัวกันด้วยกำลังของสมาธิ

จิตของผมได้เข้าไปสู่อัปปนาสมาธิโดยการเห็นแสงสว่างจ้าอยู่ตรงหน้า

ผมเริ่มที่จะเห็นทุ่งหญ้าที่กว้างสุดหูสุดตาวับ ๆ แวม ๆ แล้ว
ผมเพ่งจนภาพต่าง ๆ มันละเอียดและชัดขึ้นมา

ซักพักผมก็เข้ามาได้อีกแล้ว ผมหัวเราะดีใจเหมือนเด็ก ๆ
ที่ได้มาเจอเรื่องแปลก ๆ อีกแล้ว
เวลานี้ผมกำลังยืนหัวเราะดีใจแก้มป่องเลย

ผมมองไปที่ทุ่งหญ้าที่สุดหูสุดตาเลย
เจ๊บอกว่าเวลาน้องเข้าไปภพภูมิของน้อง ให้สังเกตกายสัมผัสว่ามันต่างจากกายเนื้ออย่างไรด้วย และก็อย่ามัวเอาแต่วิ่งเล่นซิ

พิจารณาในความละเอียดด้วย เพราะสภาพทิพย์บางอย่างเขาปิดบังน้องอยู่ น้องต้องใช้ทิพย์อำนาจกำลังของสมาธิเปิดดูเอา



2เดือนที่ผ่านมาเจ๊สอนมาตลอดเลยและกว่าผมจะเข้ามาได้ก็แสนจะยากเหลือเกิน มีเหรอที่จะไม่ทำตาม
ผมเพ่งไปด้วยความละเอียดว่ามีอะไรที่มองไม่เห็นอีก

ซักพักหนึ่งเท่านั้นหละครับ สีเกิดขึ้นมาก่อนเลย ความเข้มของสีเขียวของทุ่งหญ้า เป็นสีเขียวที่นุ่มนวลตา สีของทุ่งหญ้าช่างอ่อนโยนและมีความสว่างในตัวอ่อน ๆ

(ไม่มีสิ่งใดมาเทียบเท่าตาของอทิสมานกายได้ การมองเห็นจะเห็นไปถึงความนุ่มนวลของสี ความเหลื่อมของสี เฉดสี ชั้นของสีเรียกว่าทุกอณูของสีสรรความสว่าง)

ออกมาและก็มีสิ่งที่เด็กอย่างผมต้องกระโดดตบมือดีใจสุด ๆ เลยก็คือดอกไม้แซมออกมาจากทุ่งหญ้าทั่วไปเต็มไปหมด และที่ ดีใจเพราะ

ดอกของมันหาที่ไหนไม่ได้แน่บนโลก
ดอกเป็นแก้วเจียระไนขนาดซัก ๒ เซ็นต์ และภายในกลับเป็นเพชรสีฟ้าอ่อนระยิบระยับไปทั่วท้องทุ่งเลย

"ฮู๊ว ๆๆๆ สวย ๆๆๆ สวยจังเลย"
เด็กอย่างผมกระโดดโลดเต้นอยู่ตรงนั้นหละครับ เพราะสีสันต่าง ๆ

ที่ส่องประกายออกมาในขณะที่ประสาทสัมผัส
ของดวงตาอทิสมานกายจะเห็นได้อย่างชัดเจน
ไม่รู้ว่าเรียกอะไรดี

(ตาที่เห็นบนโลก
ทาบไม่ติดหรอกครับเพราะมันทั้งนุ่มนวล
และมีประกายของแต่ละสีออกมาทั้งสีเขียวอ่อน เขียวเข้ม ฟ้าอ่อนและฟ้าเข้ม ตัดกันจนตื่นตาตื่นใจเลยทีเดียว)

หูก็ได้ยินเสียงลมที่พัดมาถูกกาย ทั้งใกล้และไกล กายสัมผัสก็รับรู้ถึงความสดชื่นของอากาศ ความเย็นสบาย สุขและปีติเกิดขึ้นอย่างเต็มที่เลยทีเดียว

เจ๊เรานี่สงสัยจะเจอมาบ่อยทำไมรู้ดีจังหว่า ผมหันไปมองรอบกายและมองเห็นภูเขาไกล ๆ ลิบ ๆ

แต่ในโลกคงจะหาที่สูงและใหญ่กว่ามันคงจะไม่มีอีกแน
่ภูเขาอะไรกันอยู่ตั้งไกลแต่ยังเห็นซะชัดเลย

ผมไม่กล้าที่จะเหยียบไปบนทุ่งหญ้าแก้วผลึกที่มีเพชรสีฟ้าอ่อนได้หรอกครับ และที่สำคัญ ตอนนี้ผมกลัวสมาธิผมจะถอนกำลัง จะมัวเพลินมากกว่านี้ไม่ดี ผมลอยตัวขึ้นมาและเหาะไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ปากก็ไล่กินลมเหมือนเด็ก ๆ ที่มีความสุขเหมือนเดิม

" เย็นสบายดีจังเลย โลกอะไรเนี่ย ทั้งสดชื่นและก็เย็นสบาย"

ผมพูดไปหัวเราะไปและหันไปมองรอบทิศไปหมด ท้องฟ้าก็แปลกกว่าบนโลก ไม่มีทั้งพระอาทิตย์และ ดวงจันทร์ แล้วทำไมสว่างอย่างนุ่มนวลจัง ผมได้แต่คิดว่า ไว้ออกไปจากโลกของผมแล้ว จะถามเจ๊อีกที

ผมเหาะไปที่ลานกว้างใหญ่มากบนภูเขา มีต้นไม้ใหญ่น้อยกระจายไปทั่ว ผมเหาะไปลงตรงกลางลานภูเขาและเดินดูอะไรเพลินอยู่พักหนึ่ง
ก็ได้ยินเสียงเหมือนคนร้องเพลงโอเปร่า เสียงท่วงทำนองช่างอ่อนโยน และไพเราะเสนาะหูเหลือเกิน

(เสียงเพลงใด ๆ จะมาเทียบกับประสาทสัมผัสของอทิสสมานกายคงไม่มีแน่นอน เพราะว่าเสียงที่ได้ยินอย่างชัดเจนนั้นมันจะได้ยินถึงระดับในโทนเสียงต่าง ๆ อย่างลุ่มลึก มิน่าสวรรค์จึงน่าอภิรมย์ยินดี เพราะสัมผัสทุกอย่างมีแต่ความละเอียดนั้นเอง)

ผมหันไปมองที่ต้นเสียงก็เห็นต้นไม้เตี้ย ๆ ระดับสายตาของผมมีนกน้อยขนาดเท่านกหงส์หยกบนโลกเกาะอยู่ ความสวยช่างเทียบกันไม่ติดจริง ๆ

เพราะนี่นกหรือตุ๊กตากันแน่นะ สีที่ตัวเป็น สีฟ้าสลับกับสีเขียว หางก็ยาวกว่าตัวของมันถึง ๒ เท่า

แถมสีที่หางจะสลับเป็นสีสันแพรวพรายตามท่วงจังหวะการร้องของเจ้านกเอง ส่วนตรงปีกกลับเป็นแก้วโปร่งใสกระพือปีกไปร้องไปและที่น่าหัวเราะคือ

เจ้านกเอียงคอดูผมด้วยดวงตาสีนิลเป็นประกายเหมือนนกขี้เล่น จนผมอดหัวเราะไม่ได้ผมนั่งฟังเขาร้องเพลงจนเพลินเลย

จนเจ้านกบินไปที่เหวข้างหน้าแล้วลับหายไป
ผมได้แต่วิ่งไปดูที่เหวลึกข้างหน้า
มองลงไปข้างล่าง ผมเห็นบ้านอยู่แต่ไกล

แต่ที่สวยก็คือตัวบ้านเปล่งประกายของสีแดง เขียว เหลือง ชมพู เป็นประกายระยิบระยับให้เห็นแต่ไกลเลย คราวนี้ก็เข้าทางผม อยากเจอมานานแล้ว ผมกระโดดลงไปแบบไม่ต้องกลัวตกเหวตาย

เพราะจะตายได้ไงละ มันเป็น อทิสสมานกายอยู่ ไม่ต่างจากวิญญาณหรอก ผมเหาะฝ่าอากาศ ลมเย็น ๆ ก็ปะทะหน้าตลอด ปากก็พูดไปด้วย
" สวยอีกแล้ว ทำไมมีแต่ของสวยงามไปหมดเลยนะ"

ผมหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ผมเหาะมาลงตรงหน้าบ้าน พื้นลานหน้าบ้านที่ผมเห็นแต่ไกลว่าออกสีฟ้าคือ อิฐ ที่เป็นแก้วสีฟ้าขนาดเท่ากับอิฐแดงบนโลกนะแหละครับ

แต่เรียงปูกันสลับความเข้มของสีฟ้าอ่อนและเข้ม ตัวบ้านเป็นรูปทรงปราสาทหลังใหญ่มาก หลังคาที่ผมเห็นแต่ไกลที่ส่องประกายสีสันต่าง ๆ

ไม่ใช่หลังคากระเบื้องเลยครับ แต่เป็น มรกต ทับทิม โกเมน ซัฟฟราย เพชรพลอยหลายหลากสีอัดกันแน่น
อยู่บนหลังคาส่องประกายแข่งขันความงาม
กันออกมายิ่งกว่าที่เห็นได้ดีบนโลก

เพราะสัมผัสทางตาของอทิสสมานกายเห็นได้ดีกว่าตาบนโลก
มันทั้งนุ่มนวลและไม่แสบตา จนทำเอาผมตาค้างไปเลย

คิดในใจว่าเอาไปฝากแม่และเจ๊คนละเม็ดคงจะดีอะนะ ก็แต่ละเม็ดใหญ่กว่าเหรียญบาทสมัยนั้นซะอีก

ผมมองไปที่ตัวบ้านกลับเป็นแท่งแก้วเจียระไนส่องประกายขาว ๆ สว่างเป็นเกล็ดของแสงเล็ก ๆ อยู่ทั่วตัวบ้าน ไม่เว้นแม้แต่ประตู ก็เป็นแก้วที่ประดับไปด้วยเพชรพลอยสีสันต่าง ๆ

บ้านหลังนี้ถ้าอยู่บนโลกสงสัยเก็บค่าผ่านประตูเข้าชมคงจะรวยอื้อซ่าแน่เลย

(เวลานั้นผมไม่ทราบว่าสิ่งที่เห็นเรียกอะไรบ้าง แต่เวลาที่เจ๊สอบอารมณ์และผมเล่าในสิ่งที่เจอมา
เจ๊จะอธิบายมาให้ฟังอีกที ปัจจุบันผมอายุได้ ๔๑ ปีจึงเขียนอธิบายได้ดีกว่าเด็กอายุ ๕ ขวบนะครับ)

ในขณะที่ผมยินดีและเพลิดเพลิน กลับได้ยินเสียงคนภายในบ้านเหมือนตะโกนเรียกกันด้วยความยินดี เสียงก็เป็นเสียงที่คุ้นหูเหลือเกิน

ผมเดินไปที่ประตูบ้านและก็ผลักเข้าไป ผลเหรอครับ
โดนแรงผลักออกมากลิ้ง หลุน ๆ กระเด็นกระดอนเลย พอลุกขึ้นมาได้ ผมได้แต่มองและคิดในใจว่าประตูบนสวรรค์มันติดสปริงด้วยเหรอเนี่ย กำลังงงอยู่จะเอาอย่างไรดี

กำลังสมาธินี่มันเหมือนเวลาจะหมดก็ไม่ค่อยจะบอกกันเลย เหมือนถ่านไฟฉายเลย จะหมดก็หมดเอาซะดื้อ ๆ ผมรู้เลยว่าสมาธิกำลังถอนออกด้วยหมดกำลัง

ภาพที่เห็นเหมือนคนมาแกล้งปิดทีวีตรงหน้าหรี่ลงไปอย่างรวดเร็ว ตัวผมไหลวูบเข้ามาหากายเนื้ออย่างรวดเร็ว ครับมาอยู่ในท่านอนเหมือนเดิม ผมลุกขึ้นมานั่งทบทวนช่วงเวลาออกและเข้าอีกที

ตรงนี้เป็นกฎข้อบังคับของเจ๊เพื่อให้จดจำฐานที่ออกและเข้าให้ขึ้นใจ ต่อไปจะได้เข้า ๆ ออก ๆ ง่ายหน่อย

วันรุ่งขึ้นก็เข้าไปหาเจ๊นั่งคุยกัน ผมเล่าไปอย่างที่เจอมาอย่างละเอียด เจ๊ฟังไปก็หัวเราะไป แต่ตอนเข้าบ้านเจ๊มองหน้าผมและก็กุมขมับเลย เจ๊ให้ผมมานั่งใกล้ ๆ และคุยกันตามประสาคนรักธรรมปฏิบัติ

เพราะเรื่องพวกนี้ขืนไปเล่าให้ใครฟัง
ไม่โดนว่าบ้าแต่เด็กก็เด็กต๊องแน่

"น้องไปเจอมาซะเยอะเลยนะ แต่คราวหลังอย่าไปที่บ้านอีกแล้วนะ ไม่งั้นถ้าน้องเจอคนภายในบ้านนั้น ละก็ เกิดจำอดีตได้แล้วจะไม่ยอมกลับ เจ๊ได้โดนแม่ตีตายแน่ ๆ"

เจ๊สั่งผมเพราะกลัวว่า ผมจะเข้าบ้านหลังนั้นแล้ว ตัวผมเองก็คงจะหมดอายุขัยแน่นอน
ผมได้แต่พยักหน้าและก็อดพูดไม่ได้

" เจ๊ น้องก็คงไม่เข้าไปหรอก แค่แตะนะ น้องนี่กระเด็นกระดอนกลิ้งหัวซุกหัวซุนเลย"

เจ๊กับผมมองหน้ากันและก็หัวเราะออกมา สงสัยจะเห็นสภาพผมตามที่เล่าให้ฟังจนเห็นภาพ
เด็กที่กลิ้งเป็นลูกขนุนออกมาจากประตูบ้าน

"ฮ่า ๆๆ… ก็มันไม่ถึงเวลา น้องยังต้องสร้างความดีอีกเยอะ
บุญไม่พอจะอยู่ได้ไง คราวนี้เจ๊จะบอกให้นะ ในภพภูมิบางที่นะ ไม่ต้องมีพระอาทิตย์หรอก

เพราะรัศมีของเทพแต่ละองค์จะเปล่งประกายออกมาขึ้นอยู่กับบารมีแต่ละท่าน และน้องก็ไม่เห็นพวกท่านหรอก ถ้าท่านไม่ให้เห็นนะ" ผมได้แต่ปากเบะ เพราะรู้ว่าอดได้เจอนางฟ้าเลย แต่แค่นี้ก็สนุกสุด ๆ แล้ว

"สิ่งที่น้องเจอมาก็จะมีทั้งจริงและไม่จริงปนกัน ครูอาจารย์ท่านพูดเสมอว่า สิ่งที่เห็นในสมาธิที่ดูเหมือนจริง บางครั้งก็ไม่ใช่ความจริงเสมอไป เป็นนิมิตแค่นั้น" ผมเอามือมาเกาหน้าผากบอกกริยางงให้เจ๊รู้

" สิ่งที่น้องเห็น ไม่ว่าจะเป็น นก ต้นไม้ ดอกไม้ บางครั้งอาจเกิดจากทิพย์อำนาจของน้องเอง ตามจินตนาการของเรา ดลบันดาลด้วยอำนาจทิพย์ให้เกิดขึ้นมาตามใจปรารถนา

ตามกำลังบุญแต่ละคนไม่เหมือนกัน" เจ๊มองหน้าผมว่าจะเข้าใจไหม ผมได้แต่พยักหน้า
พอจะเข้าใจได้บ้างหรอก ก็เพ่งไปซะเต็มที่ซะขนาดนั้น

ครูอาจารย์สายพระป่าท่านจึงไม่ให้ยึดติดสุขของสมาธิ เหมือนคนติดสุข แต่ไร้ปัญญา ส่วนอภิญญานั้นท่านบอกว่าเป็นผลพลอยได้

มาจากความดีที่เราสะสมมา ไม่ใช่จะได้กันหมด
เจ๊ยังทำไม่ได้เหมือนน้องเลย
การทำสมาธิที่ดีคือเวลาเราเข้าไปแล้ว ๆ ก็ถอนกำลังมาที่อุปจารสมาธิ จะได้กำลังมากเพื่อมาพิจารณา ให้จิตตั้งมั่น

และยกเอาพระไตรลักษณ์ขึ้นพิจารณา เข้าสู่สภาวะของ วิปัสสนา ว่าสิ่งต่าง ๆ ล้วนไม่เที่ยงจับต้องไม่ได้ เป็นทุกข์ และดับลงไปเป็นธรรมดา เพี่อให้เกิด ปัญญา ที่เขาเรียกกัน ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา

“ไว้น้องโตกว่านี้เจ๊จะสอนเรื่องวิปัสสนาให้ ตอนนี้ปูฐานให้แน่นซะก่อนนะ" วันนี้ตอนท้ายเจ๊ผมเล่นของหนัก หนักหัวนะ

(ว่างๆจะมาเล่าต่อนะครับ ในเรื่องของพระคาถาชินบัญชร กรุณาอ่านแบบนวนิยาย อ่านด้วยการพิจารณา นิมิต หรืออภิญญาไม่ได้ทำให้พ้นทุกข์ได้ เพียงแต่ทำให้ใจศรัทธาต่อคุณพระรัตนตรัย
และเกิดสัมมาทิฎฐิ

ผมอาจจะเล่าไปแค่ความศักดิ์สิทธิ์ของพระคาถาแต่ถ้าไม่เบื่อ ผมจะเล่าต่อไปครับ ขออนุโมทนา เพื่อยังประโยชน์ให้แก่ท่านที่สวดพระคาถาชินบัญชร
ในการมีกำลังใจและไม่ท้อแท้และเกิด
ความเชื่อม่ั่นในพระคาถาครับ)
--------------------------------------------------------------------------------


แก้ไขล่าสุดโดย ฟ้าใส เมื่อ 14 / 03 / 2009, 15:49, ทั้งหมด 1 ครั้ง
ฟ้าใส
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 3919
คติพจน์: ทำวันนี้...**.. ให้ดีที่สุด
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:
solomon พิมพ์ว่า:
อนุโมทนาด้วยครับ กัปตัน


คับมอน "โมทนาบุญคับ" อนุโมทนา เช่นกันคับมอน สุขกาย สบายใจ นะคับ
ฟ้าใส
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 3919
คติพจน์: ทำวันนี้...**.. ให้ดีที่สุด
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:


อ่านเรื่องเล่า "เรื่องเล่าความศักดิ์สิทธิ์พระคาถาชินบัญชร "
จาก คุณชัชวาล เพ่งวรรธนะ กันมายาว มาก แต่ อ่านแล้วไม่เบื่อเลยนะคับ
เรามาฟังเพลง พักสายตากันหน่อยดีกว่าคับ


จากคุณ (หนูตา) ทีมพระไตรปิฎก จากเว็บพลังจิตคับ
เพลง "คาถาชินบัญชร"

http://audio.palungjit.com/showthread.php?t=429

แก้ไขล่าสุดโดย ฟ้าใส เมื่อ 14 / 03 / 2009, 15:51, ทั้งหมด 1 ครั้ง
ฟ้าใส
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 3919
คติพจน์: ทำวันนี้...**.. ให้ดีที่สุด
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:


ต่อกันเลยคับ อ่านแล้วเพลินดีคับ จากคุณ ชัชวาล เพ่งวรรธนะ

สำหรับท่านที่ดูลมอยู่(ส่วนเรื่องการถอดจิตเดี๋ยวอ้องต้องขออธิบายก่อนที่จะเริ่มเล่าให้ฟังนะครับ)

ขึ้นชื่อว่าลมแล้วยังเป็นสิ่งคับแคบของใจอยู่

ผู้ที่เข้าณานเป็นผู้ตื่นอยู่เหมือนคนนอนหลับ
แต่ตื่นอยู่ในความจริงด้วยสติอยู่ภายใน

ในขณะจะเข้าจตุตถณานนั้น ลมเป็นสิ่งคับแคบมากเพราะมักจะมาคอยกวนใจให้เกิดอารมณ์สุขและทุกข์เกิดขึ้น

เพราะลมเป็นพาหะนำสุขและทุกข์โสมนัสมากวนจิต

เวลาที่ทำสมาธิกายย่อมสงบระงับ(ปัสสัทธิก่อเกิด) ลมหายใจจึงแผ่วเบา ละเอียดและเหมือนกับลมหายไป
(สุขก่อเกิด) แต่พอนานซักพักก็จะมาปรากฏให้เห็น

ทุกข์เพราะกายต้องอาศัยสูบลมหายใจเข้า สุขเพราะอาศัยระบายลมออก จึงปรากฏว่า
ลมจึงยังไม่เรียกว่าว่างเปล่าที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง

เหมือนเวลาที่เราตื่นอยู่ระหว่างวัน ลมกับเสมือนเป็นหนึ่งตามสภาวะกายและจิตคือถ้าไม่ใส่ใจจะมองไม่เห็นลมเลย
บางคนหายใจเข้าออกทั้งวัน ยังไม่เห็นลมมีเยอะแยะ

ดังนั้นลมไม่มีนั่นละดีที่สุด ฮิๆ ทำอย่างไรจึงไม่มีลมเหมือนมันเป็นหนึ่งระหว่างวันที่เราตื่นอยู่

หนามแหลมคมของณานนั้นมทั้งีเสียงและลมสำคัญที่สุด แต่เสียงถามว่ามีไม๊คือมี แต่ใจไม่เอาทิ้งเลย เหมือนระหว่างที่เรานั่งอยู่หน้าคอม
มีเสียงมากมายเกิดขึ้นแต่ใจมันจดจ่ออยู่กับงานหน้าคอม เสียงมีแต่จิตไม่ยกอารมณ์ขึ้นมา เสียงจึงไม่มี

คราวนี้คือเจ้าลมนี่ละสำคัญ ในขณะที่นิ่งอยู่จิตมันไปสัมปยุตต์กับลมเข้า ในขณะที่จะเข้าจตุตถณานนั้น ลมเหมือนจะหายไปแล้ว
หายไปนานพอควรแต่พอปรากฏ ปุ๊บ จิตมันยกอารมณ์สุขทุกข์ขึ้นมาทันที ระลอกคลื่นของจิตสั่นไหวกระเพื่อมขึ้นมาทันที

สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือ ไม่หวั่นไหว ไม่เกาะกุม ไปกับระลอกคลื่น จิตและสติรู้จะควบคุมกันเองโดยการวางเฉย นิ่งเสีย

ลมที่เป็นสิ่งสัมพาธ คับแคบ เมื่อถูกจิตและสติประคองรักษา ไม่เกาะกุมเสียแล้ว วางเฉยเสียแล้ว

ลมก็จะเป็นลมละเอียดแบบนิ่งเต็มตัว ไม่มีคำว่าเคลื่อนไหวไปมา ลมจึงหาย ลมจึงไม่มี เพราะจิตไม่รับรู้ลมอีก

จึงมีความรู้สึกว่า ลมเป็นส่วนหนึ่งเหมือนคนตื่นระหว่างวันที่มองไม่เห็นลมเพราะไม่ได้ใส่ใจลม

เพียงแต่ต่างกันตรงที่ คนนึงตื่นแต่หลง อีกคนนึงตื่นแบบมีสติ

การดูลมจึงต้องดูจนมันละเอียดและระงับไปที่สุดจึงจะพบความจริงของจิตคือ พบใจ

ระงับสุขทุกข์คือระงับลมนี่เอง ณาน4จึงปรากฏ มีแต่ความเป็นกลางเที่ยงธรรม ไม่สุข ไม่ทุกข์

มีสติและความบริสุทธิ์กำกับใจอยู่ภายใน ปราศจากความมัวหมอง แม้เวทนาก็จืดชืดไม่น่ายินดีและไม่ทำให้หวั่นไหวได้

เราทำสมาธิประกอบด้วยสัมมาสมาธิ สัมมาสติตลอดเส้นทางก็เพื่อพบใจที่เป็นกลางเที่ยงธรรม

สติพละ สติสัมโพชณงค์ สัมมาสติ ส่งกำลังต่อเนื่องในองค์แห่งมรรค จิตและสติควบคุมกันเอง

อารมณ์ใดที่ปรากฏขึ้นจึงมองเห็นความจริงแบบไม่เอนเอียง ด้วยใจที่เป็นกลางอย่างแท้จริง

อทุกขสุขมเวทนา อุเบกขา สติ ปาริสุทธิ เอกัคคตา

ไม่สุขทุกข์ ใจเที่ยงธรรม สติมีกำลังควบคุม จิตใจบริสุทธิ์ สงบนิ่งเป็นหนึ่ง

หลวงปู่เทสก์สอนว่า ทำสมาธิเพื่อพบใจ ใจที่เป็นกลางเที่ยงธรรมเป็นสัมมาสมาธิในณาน4
ท่านสอนให้ทิ้งหนังสือมาทำสมาธิให้พบเอกัคคตารมณ์
เสียก่อนแล้วจะเข้าใจเอง

ลมหายใจที่ว่างเปล่าก็คือลมที่รวมเป็นหนึ่งกับจิต
ปราศจากการเคลื่อนไหวนิ่งแบบเต็มตัวจนทำให้จิตไม่รับรู้ลมอีก
ตรงนี้จะรู้สึกเหมือนเป็นอากาศใสๆตัวเบาโปร่งโล่งกายไม่ปรากฏเหลือแต่จิตเด่นดวง

ถ้าทำลึกต่อเข้าไปก็จะเข้าณานที่ลึกของฤาษีต่อไป คือ รูปพรหม และอรูปพรหม

ลมหายใจที่ว่างเปล่าอ้องว่าน่าจะเป็นแบบนี้นะครับ ถ้าผิดพลาดขออภัยด้วยนะกั๊บ


อนุโมทนา คับ

แก้ไขล่าสุดโดย ฟ้าใส เมื่อ 14 / 03 / 2009, 15:53, ทั้งหมด 1 ครั้ง
ฟ้าใส
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 3919
คติพจน์: ทำวันนี้...**.. ให้ดีที่สุด
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:


ต่อคับ จาก คุณชัชวาล เพ่งวรรธนะ "อนุโมทนา คับ"

เรื่องของการถอดจิต
กรุณาอ่านก่อนจะเข้าใจครับ

(จริงๆคือการเดินออกมาจากบ้าน บ้านมันมีช่องโพลง มีประตู
จิตมันอาศัยกาย กายก็คือบ้าน ขอลองมาฟังความเห็นกัน แต่อ่านด้วยการพิจารณา)

ในทางอภิธรรมบอกว่าจิตเกิดที่ไหนก็ดับตรงนั้น จิตถอดไม่ได้เด็ดขาดตรงนี้อ้องขอบอกว่าจริงครับ
เพียงแต่พวกฤาษีสมัยก่อนไม่ได้ศึกษา จึงไปเรียกว่า การถอดจิต

จริงๆจิตถอดไม่ได้หรอกครับ

แต่ไอ้เจ้าจิตนี่มันอาศัย กายหยาบเป็นฐานคือขันธ์เป็นบ้านเป็นช่องโพลงของมัน
มันเกิดช่องโพลงไหนก็ดับช่องโพลงนั้น

คราวนี้เจ้าสมาธิมันเกิดการรวมกำลัง ทำให้จิตมีกำลังเกิดขึ้น มันมีพลังงานชนิดหนึ่งที่สามารถนำไปใช้ได้
เช่นอภิญญา หรือการใช้อาโลกกสิน

การถอดจิต ถ้าใช้คำนี้อาจจะผิด
แต่ถ้า อ้องใช้ อ้องขอใช้ว่าการถอดกายละเอียดครับ

เพราะจิตเวลามันออกจากบ้านของมัน เช่นพวกคนตายแล้วเกิดทันทีเช่น เป็นเทพ เป็นอสูรกาย เป็น เปรตเนี่ย
จิตที่เข้าภวังค์และเห็นกรรมนิมิตนั้น มันเร็วจนเรียกว่า แสงไม่ต้องพูดถึง สันตติที่ส่งต่อเร็วจน ฤาษีสมัยก่อนก็ไม่เข้าใจ

เพราะจิตที่ละออกจากกาย มันชินสภาวะรูป นาม ขันธ์5 ของมันอยู่ มันจะไปสร้างรูปสมมุติขึ้นมาอย่างเร็ว
เพื่อให้มีช่องทวารเป็นตัวให้วิญญานสถิตย์อาศัย

วิญญานทั้ง6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันออกไปเรียกว่า

เหมือนเกิดพร้อมกัน

อ้องขอใช้คำว่าแทบจะเกิดขึ้นพร้อมกันนะครับ

ฤาษีสมัยก่อนจึงคิดว่า เป็นการถอดจิต

เพียงแต่แตกต่างระหว่างคนตายกับคนถอดกายหยาบออกไปตรงที่ คนตายมีคติกรรมนิมิต เกิดด้วยบุญและบาป

คนถอดกายละเอียด ทำได้ด้วยสมาธิทั้งฐานอุปจารสมาธิก็ได้ เหมือนส่องกระจกเห็นรูปตนเอง
และในที่ณาน4 ก็กระทำได้ แถมมีกำลังและอยู่ได้นานถ้าอาศัยคุณแห่งอิทธิบาท4เกื้อหนุนได้อีกด้วย

กายก็คือบ้านที่เราอยู่ เราก็คือจิต จิตอาศัยช่องวิญญานทั้ง5เป็นตัวรับรู้อารมณ์

เกิดที่ตาก็ดับที่ตา เช่นกันกับที่อื่นๆ

ธรรมทั้งหลายมีเหตุให้เกิดก็ดับที่นั้นเป็นเรื่องธรรมดา

การที่เราใช้คำว่าถอดจิต ก็อาจจะพออนุโลมได้อยู่ เพราะจิตมันไปสร้างรูปสมมุติ

เหมือนมันไปสร้างบ้านเพื่อให้ตัวมันอาศัย

คุณลองหลับตาและนึกตัวตนอยู่อีกที่นึงซิครับ แต่คุณจะเห็นเหมือนเป็นเงาๆ

ในรูปสมมุติที่คุณส่งจิตออกนอกไปสมมุติกายขึ้นมา

แต่คนที่ถอดกายละเอียด เค้ามีกำลังของสมาธิ คูณแห่งอิทธิบาท4 และณาน

รูปสมมุติมันจะเด่นขึ้นมา ไม่เป็นเหมือนเงา แต่มันจะชัดจน ไปสร้างกายออกมาอีกคน

ในอีกภพหนึ่งที่เรียกว่า คนสองโลกอย่างไรอย่างนั้น

และเจ้าจิตพอมีรูปปรากฏ ตัวมันมีกำลัง มันจะมีช่องแห่งวิญญานทั้ง5เพื่อไปรับรู้อารมณ์

มันก็จะสร้างตัวตนสำเร็จและลืม กายเนื้อ เข้าสถิตย์อาศัยกายละเอียด

แบบเร็วจนดูไม่ทัน จนเหมือนกลับว่าเป็นการถอดจิตครับ

ขอให้ดูคนตายไปอีกภพหนึ่ง
พระพุทธองค์ตรัสว่า อานนท์วิญญานถ้าไม่ก้าวลงสู่ครรภ์มารดาชีวิตก็ยังไม่ปรากฏ

จะเห็นว่าบิดามารดาต้องมีความพร้อมสมบูรณ์อสุจิกับไข่ผสมเมื่อรูปสมบูรณ์วิญญาน
ที่ดับอีกภพจะถูกส่งต่อด้วยสันนตติคือการสืบเนื่อง ทันที คือ ดับที่นึงก็เกิดเลยถ้ามีรูป
ที่เกิดแล้ว วิญญานไม่มีคำว่าล่องลอยไปเกิดครับ

เปรียบเปรต อสูรกาย(ผีต่างๆ) เทพ พรหม นี่ก็ต้องเห็นคตินิมิตก่อนคือเห็นภพ
เห็นที่ๆจะไปตามกรรม และจะสร้างรูปสมมุติแบบรวดเร็วตามแรงกรรม จุติจิตดับ
ปฏิสนธิก็เกิดทันที ไม่มีสิ่งใดมากีดกั้น

การทำสมาธิแตกต่างตรงที่ว่า ยังไม่ได้ไปตามกรรม ยังไม่ได้ผุดด้วยบุญบาป
แต่ผุดขึ้นมาด้วยกำลังของสมาธิแบบแจ่มชัด สร้างตัวตนที่ละเอียดอีกตัวตน

ทิ้งบ้านเก่าคือกายหยาบเพราะกายหยาบมันสงบจนหายไปแล้ว จิตเด่นดวงมาตั้งแต่ณาน1
มีกลังปรากฏเกิดขึ้นตามคุณของณานแต่ละชั้น

เมื่อเข้าสู่ณาน4 แม้แต่ลมก็หายไปแล้ว หมดเลยเหลือแต่ใจเป็นกลางเที่ยงธรรม

เวลานี้ถ้าจะท่องเที่ยวก็ทำได้ครับ

นี่เป็นข้อที่ท่านทั้งหลายกรุณาอ่านเสียก่อน ด้วยการพิจารณา ถ้าจะฟังเรื่องเล่าต่อไป

อนึ่งการถอดจิต ไม่ใช่ผู้วิเศษ เพราะถ้าใช่เวลาถอนกำลังออกมาที่กายหยาบ

ก็ยังไม่พ้นทุกข์อยู่ดี ไม่มีปัญญาอะไร ยังทำดี ทำชั่วเหมือนคนปกติ เป็นเพียงกีฬา

เครื่องพักผ่อนก็เท่านั้น ไม่ได้ต่างจากการได้ดูหนังดีๆซักเรื่องหนึ่งแต่อย่างไร

แต่ที่ขอใช้คำว่าถอดจิต ก็เพื่อความเข้าใจของหมู่มากที่ใช้กัน

นี่เป็นสิ่งที่อธิบายพอสังเขปครับ มาอ่านกันต่อตามสารบัญที่ผมทำเอาไว้

ถ้าหากอย่างอ่านมากกว่านี้ไม่ต้องรอ เข้าไปหาได้ที่ลานธรรม กระทู้ชีวิตกับธรรมะ

ดูที่จำนวนผู้ตอบมาก หรือผู้อ่านมาก ก็จะเจอครับ อนุโมทนา

อ่านด้วยความบันเทิงเป็นเหมือนนวนิยายนะครับ


แก้ไขล่าสุดโดย ฟ้าใส เมื่อ 14 / 03 / 2009, 15:54, ทั้งหมด 1 ครั้ง
ฟ้าใส
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 3919
คติพจน์: ทำวันนี้...**.. ให้ดีที่สุด
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:


คับ เรามาฟังเพลง "บทเพลงแผ่เมตตา" กันคับ ฟังแล้วผมว่าทำให้เราสวดบทแผ่เมตตา ได้ง่ายต่อการจำเนื้อบทสวด
บางทีผมท่องไป กลายเป็นร้องเพลง บทเพลง แผ่เมตตา เลยคับ


บทเพลงแผ่เมตตา จากคุณแป้ง Super Moderator (อนุโมทนาคับ)

http://audio.palungjit.com/showthread.php?t=150

สำหรับผม เวลาผมกลับจากทำบุญ หรือพบเห็นสิ่งต่างต่างที่จากโลกนี้ไป เวลาผมไม่สบายใจ ผมลองท่องบทแผ่เมตตา รู้สึกดีขึ้นมากเลยคับ ลองดูนะคับ

แก้ไขล่าสุดโดย ฟ้าใส เมื่อ 14 / 03 / 2009, 15:55, ทั้งหมด 1 ครั้ง
JaewWaew
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 329
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:
พาแม่ไปเรียนดูจิตกับพระอาจารย์ปราโมทย์ ปราโมชโช


ในช่วงต้นเดือนของเดือนธันวาเป็นช่วงคล้ายวันเกิดของแม่ อันที่จริงท่านก็ไม่ใช่แม่แท้ๆของผมหรอก แต่เป็นแม่ยายของผม และผมก็รักและเคารพเหมือนแม่แท้ๆ หลายๆครั้งที่ชวนปฏิบัติธรรมท่านจะบอกว่าทำไม่เป็นตลอด ผมก็พยายามชวนไปสวนสันติธรรม แต่ท่านก็ไม่ยอมไป จนช่วงต้นเดือนธันวาคมเป็นช่วงคล้ายวันเกิดของแม่ ผมเลยออกอุบายว่าจะพาไปทำบุญวันเกิด และ พาไปฟังธรรมด้วย เป็นอันว่าท่านตกลง



ถึงวันที่กำหนดแม่ตื่นตั้งแต่ตีสอง ลุกมาทำกับข้าว อาบน้ำ เป็นอันว่าผมเลยต้องตื่นตั้งแต่ตีสองด้วย เตรียมของเสร็จ และ ออกเดินทางก็ตีสามกว่าๆ ไปแวะรับเพื่อนๆ อีกสองคน เป็นอันว่ากว่าจะได้ออกเดินทางจริงๆก็เกือบๆจะตีสี่ ขับรถไปเรื่อยๆ ไม่รีบเร่ง ไปถึงวัดก็ประมาณหกโมงเช้า อากาศที่สวนสันติธรรมช่วงนี้จะเย็นและลมพัดแรง พอลงจากรถได้ก็รีบไปจองที่นั่งได้ประมาณแถวที่แปด



ช่วงเช้าหลวงพ่อพูดถึงพระเจ้าอยู่หัว บอกว่าท่านเป็นกษัตริย์ที่ทรงคุณธรรมมาก เป็นพระโพธิสัตว์ ที่มีคุณธรรมสูงมาก และพูดถึงคนที่ปฏิบัติธรรม ที่จิตตื่นแล้ว จิตจะมีความสว่างไสว ใครที่มีทิพจักขุญาณ จะมองเห็นได้ ซึ่งตอนนี้มีเยอะมาก ไม่เฉพาะที่ประเทศไทย ที่ต่างประเทศก็มี พอได้ยินท่านพูดเท่านี้ผมก็รู้สึกถึงความสว่างไสว เต็มไปทั่วศาลา จิตปลอดโปร่งโล่งเบา พอมีสติขึ้นมาจะรู้สึกว่ามีความโปร่งโล่งเบา และเหมือนมีความสว่างขึ้นที่กลางอก ฟังท่านเทศน์ได้ความอิ่มเอมใจไม่อยากให้ท่านหยุดเทศน์เลย



ช่วงพักทานข้าวตอนเช้าผมให้คนอื่นตักอาหารก่อน รอจนแถวสั้นลงค่อยไปต่อแถว วันนี้มีคนไปมาก อาหารเลยหมด ผมก็ตักน้ำแกงน้ำพริกที่เหลือๆมาคลุกข้าวกินพออยู่ได้ เพราะวันนี้เป็นวันพระเลยตั้งใจถือศีลแปด วันไหนที่ผมถือศีลแปด ส่วนมากจะทานมื้อเดียว เหตุผลคือ 1.จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารมื้อเพล 2.เคยชินจากเมื่อก่อนเคยอยู่วัดป่ามานาน 3.ฝึกเอาไว้เผื่อได้กลับไปอยู่วัดป่าอีก วันนี้มัวแต่รอต่อคิวทานอาหารทำให้เข้าไปฟังเทศน์หลวงพ่อในช่วงสายช้า คราวหน้าถ้ามาสวนสันติธรรมอีก ผมจะเอาข้าวมากินเองจะได้ไม่ต้องต่อคิวนาน



ญาติโยมที่มาส่งการบ้านบางคนก็เพิ่งจะมา บางคนก็ปฏิบัติได้ดี บางคนก็ไกล้จะถึงจุดหมายแรกแล้ว มีอยู่คนหนึ่งพาพ่อกับแม่มาจาก จังหวัด สตูล ทำให้นึกดีใจที่เรายังอยู่ไกล้ๆ ไปมาสะดวก ขณะที่ฟังคนอื่นส่งการบ้านจิตจะทำงานของเขาไปเรื่อยๆ เช่น หลงคิดไปบ้าง เพ่งบ้าง สติก็ทำงานได้ดีเช่นกัน เมื่อเผลอหลงไปคิดก็เห็น เมื่อเพ่งก็เห็น พอเห็นแล้วสว่างไสวโปร่งโล่งเบา อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อก่อนถึงแม้สติจะเกิดบ่อยเห็นสภาวะต่างๆได้ แต่ไม่เหมือนตอนนี้ มันต่างกันตรงความโปร่งโล่งเบาและเป็นธรรมชาติกว่าเดิมมาก



ยกมือจะขอโอกาสให้หลวงพ่อช่วยแนะนำวิธีปฏิบัติธรรมให้คุณแม่จนกระทั่งเหนื่อยหลวงพ่อก็ยังไม่เรียกสักที มองดูนาฬิกาแล้วก็เหลือแค่ 10 นาที วันนี้ท่านคงไม่เรียกแน่ๆ จนท่านบอกว่ารอบสุดท้ายแล้วเลยตัดสินใจชูป้ายหมายเลขแทนการยกมือเฉยๆ เป็นอันว่าได้ผล ท่านเรียกหมายเลขอื่นๆก่อนแล้วมาเรียกหมายเลข 69 ตอนไมค์ส่งมาถึงก็เลยส่งการบ้านตัวเองซะก่อน เพราะหลวงพ่อบอกให้ช่วยตัวเองให้ได้ก่อนแล้วค่อยช่วยคนอื่น

ผมก็บอกท่านว่า เมื่อก่อนผมเห็นกายไม่ใช่ของเรา แต่ตอนนี้ไม่เห็นแล้ว เห็นแต่ความรู้สึกที่ว่า ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม มันทำเพื่อการสนองความเป็นตัวตนทั้งนั้น เห็นแต่อัตตาตัวตนเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ท่านก็บอกว่า ดีแล้วที่เห็นอย่างนี้ จิตโยมตอนนี้สว่างไสว ดูจิตเป็นแล้ว ผมจึงขอโอกาสให้ท่านช่วยสอนแม่ให้ด้วย แต่ท่านบอกว่า ไม่ต้องให้ท่านสอนหรอก เพราะลูกทำเป็นแล้ว ให้ลูกสอนแม่ได้เลย แต่ผมยังอยากให้ท่านสอนอยู่ดีจึงบอกท่านว่า ผมสอนแล้ว แต่แม่บอกว่าทำไม่เป็น ท่านก็เลยเมตตาสอนให้ ว่า เห็นไหมว่าในแต่จะวันคุณแม่จะรักลูกไม่เท่ากัน ให้สังเกตุให้ดีว่า จิตใจเราปรุงแต่งไปเรื่อยๆ ตามดูไปเรื่อยๆ และอีกหลายอย่างผมก็จำไม่ค่อยได้ เพราะกำลังปลาบปลื้มกับสิ่งที่หลวงพ่อบอกและสิ่งที่ตนเองเห็น ขณะขับรถกลับบ้าน สติเกิดตลอดการเดินทาง เห็นความสว่างไสวโปร่งโล่งเบาของจิตตลอดทาง



มาเช้าวันนี้(วันที่บันทึก)จิตกลับมาเพ่งลมหายใจอีก ทำให้อึดอัด ทำให้เห็นความเจริญและความเสื่อมของจิต เมื่อวานยังดีๆอยู่เลยเข้ามาไม่ดีอีกแล้ว แต่เวลาที่มีสติเกิดขึ้นยังเห็นความสว่างไสวโปร่งโล่งเบาอยู่ไม่ขาดสาย



ปล. การปฏิบัติธรรมนี่ก็แปลก ทำให้เรามีความสุขได้ทั้งๆที่เกิดความทุกข์อยู่


จากเวปhttp://anucsf.exteen.com/


ธรรมะวันละนิ๊ดจิตแจ่มใส


ทำบุญวัดพระบาทน้ำพุ กด 1900222200 ครั้งละ 9 บาท
พายทอง 62
ฟ้าใส
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 3919
คติพจน์: ทำวันนี้...**.. ให้ดีที่สุด
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:


บทความธรรมะ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต


.......................................................ของดีมีอยู่กับตัว
............................................................หลวงปู่มั่น ภูริทัตตมหาเถระ

..................ของดีมีอยู่กับตัวเรา ทุกคนก็พากันปฎิบัติเอา ทำเอา เมื่อเวลาตายแล้วจึงวุ่นวายหานิมนต์ พระมากุสลามาติกา ไม่ใช่เกาถูกที่คัน ต้องรีบแก้เสียบัดนี้ คือ เร่งทำความดีแต่บัดนี้ จะได้หายห่วงอะไรๆที่เป็นสมบัติของโลก มิใช่สมบัติอันแท้จริงของเรา ตัวจริงไม่มีใครเหลียวแล สมบัติในโลกเราแสวงหามา หามาทุจริตก็เป็นไฟเผา เผาตัวทำให้ฉิบหายได้จริงจริง ข้อนี้ขึ้นอยู่กับความฉลาด และ ความโง่เขลาของผู้แสวงหาแต่ละราย

...................ท่านผูพ้นทุกข์ไปด้วยความอุส่าห์สร้างความดีใส่ตน จนกลายเป็นสรณะของพวกเรา ท่านไม่เคยมีสมบัติเงินทอง เครื่องหวงแหน เป็นความร่ำรวย สวยงามเฉพาะสมัย จึงพากันรัก พากันห่วง จนไม่รู้จักเป็นรู้จักตาย สำคัญตนว่าไม่ตาย และพากันประมาท จนลืมตัว เพลิดเพลินตักตวงเอาแต่สิ่งไม่เป็นท่าใส่ตนแทบหาบไม่ไหว

....................อย่าสำคัญตนว่าตนเก่งกาจสามารถฉลาดรู้กว่าเขาเลย ถึงกับสร้างความมืดมิดปิดตา ทับถมตนเองจนไม่มีวันสร่างซา เมื่อถึงเวลาจนตรอกอาจจนยิ่งกว่าสัตว์ ถ้าไม่เตรียมทราบไว้เสียแต่บัดนี้ ซึ่งอยู่ในฐานะอันควร อาตมาขออภัยด้วยถ้าคำพูดหยาบคายไป แต่คำพูดที่สั่งสอนให้คนละชั่ว ทำความดี จัดเป็นหยาบคายอยู่แล้ว โลกเราก็จะถึงคราวหมดสิ้นศาสนา เพราะไม่มีผู้ยอมรับความจริง การทำบาปหยาบคายมีมาประจำแทบทุกคน ทั้งให้ผลเป็นทุกข์ ตนยังไม่อาจรู้ได้ และตำหนิมันบ้าง พอมีทางคิดแก้ไข แต่กลับตำหนิคำสั่งสอนหยาบคาย ก็นับเป็นโรคที่หมดหวัง


แก้ไขล่าสุดโดย ฟ้าใส เมื่อ 14 / 03 / 2009, 15:18, ทั้งหมด 1 ครั้ง
solomon
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 1334
คติพจน์: ความสุขหาง่าย แค่ใจเรารู้สึก
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:


"พระพุทธเจ้าในทิพยสถาน"
อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์
(ผลงานและประวัติ คลิกที่รูปครับ)




สัพเพเหระ http://www.goldhips.com/board/viewtopic.php?p=16569#16569
กดโหวตเวป http://finance.truehits.net/finance_and_investment/index.php

แก้ไขล่าสุดโดย solomon เมื่อ 14 / 03 / 2009, 16:06, ทั้งหมด 1 ครั้ง
ฟ้าใส
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 3919
คติพจน์: ทำวันนี้...**.. ให้ดีที่สุด
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:
********************

เรื่องเล่าของข้าพเจ้าความศักดิ์สิทธิ์พระคาถาชินบัญชร
เรื่องเล่า จาก คุณชัชวาล เพ่งวรรธนะ
คำนำก่อนการอ่าน

กถาวัตถุในข้อที่ 7. (เรื่องที่ควรพูด) จิตตั้งมั่นในสมาธิ การทำใจให้สงบ (สมาธิกถา)
เรื่องที่ข้าพเจ้าจะเล่าให้ฟังนี้
เป็นเรื่องที่เหมาะสำหรับท่านที่ปฏิบัติในด้านสมาธิ เพราะจะเข้าใจดีว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าพบเจอ และประสบการณ์ต่าง ๆ นั้น ด้วยจากเหตุอะไร

ข้าพเจ้าไม่มีความสามารถในการแต่งนวนิยาย ไม่มีจินตนาการ จึงเป็นการเขียนขึ้นมาจากการปฏิบัติทั้งสิ้นไม่ได้อวดอ้าง
ต้องการคำชื่นชม ลาภ สักการะอันใด

เพียงแต่สมัยเด็กจนโตยามใดที่หมดแรงใจ พอได้อ่านข้อปฏิบัติและการได้พบเห็นประสบการณ์ทางจิตของครูบาอาจารย์ท่านต่าง ๆ ก็จะเกิดกำลังใจ และต่อสู้มาโดยตลอด สมาธิที่ติดสุข และ อภิญญาเป็นสิ่งที่เราเข้าไปรู้และวางลง
เพราะไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทำให้พ้นจากทุกข์

แต่เป็นทางเริ่มต้นที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่า สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอนเอาไว้มีจริง เรื่องค่อนข้างจะยาว อาจใช้เวลาหลายวันกว่าจะเล่าจบ ถ้าหากเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมแล้ว

ก็ติเตียนได้ ผมจะเลิกเขียนออกมา แต่ถ้าอ่านแล้วจิต เบิกบาน มีกำลังใจ และอยากทำดีมากขึ้นก็ขอฝากช่วยอนุโมทนาด้วย จักขอบพระคุณเป็นอย่างสูง (ผมยังไม่เคยอ่านเจอเลยคนที่สวดพระคาถาชินบัญชรแล้วเจอเรื่่องที่ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าท่านใดเจอก็ฝากมาเล่าด้วย จักขอบคุณมา ณ ที่นี้)

ตั้งแต่ผมอายุ ๕ ขวบ มาจนถึง ๒๓ ปี
พี่สาวผมขอเตี่ยแม่บวชชีไปตลอดชีวิตอยู่หลายครั้ง


แต่เพราะว่าความสวย ความสาว และขาวตามแบบลูกคนจีน เตี่ยกลัวว่าจะมีอันตรายเลยไม่ยอมให้บวชมาตลอด

เจ๊ก็ได้แต่วนเวียนเป็นคนเร่ร่อนไปเรื่อยตามวัดต่าง ๆ ส่วนผมตอนอายุได้ ๑๘ ปี ก็ขอเตี่ยบวชเพราะอ่านหนังสือธรรมะของเจ๊เยอะ รวมทั้งหนังสือโลกทิพย์ เห็นครูบาอาจารย์ท่านสละโลก ก็อยากทำบ้าง

มีวันหนึ่งก็เลยขอเตี่ยบวช


" เตี่ย ๆ อั๊วอยากบวชนะ" เตี่ยหันมามองหน้าแล้วก็ยิ้ม เพราะเตี่ยโดนแม่พาเข้าวัดบ่อย เตี่ยชอบทำบุญ และชอบช่วยเหลือคน



"เออดีนะ ลื้อจะบวชให้อั๊วเหรอ เอาไว้ลื้ออายุ ๒๐ ก่อนนะ ดีจริง ๆ" เตี่ยยิ้มอย่างมีความสุขแต่พอฟังผมพูดต่อก็ชะงักตาค้าง


"ไม่ใช่เตี่ย อั๊วจะบวชให้ลื้อตอนนี้เลย และจะขอบวชไปตลอดชีวิตด้วย" ผมพูดออกไป ด้วยคำพูดที่มุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว เตี่ยได้แต่ตกใจ


"ไอ๊หย่า ลื้อนี่จะทิ้งอั๊วเหมือนพี่สาวลื้ออีกคนแล้ว พี่น้องคู่นี้ ไม่ไหว ตั้งท่าจะบวชตลอดชีวิตลูกเดียวเลย ไม่เอาอั๊วไม่ให้ลื้อบวชแล้ว กลัวใจลื้อเลย"


ครับ ผลก็เลยอดได้บวชกัน เวลาผ่านมาจนผมอายุได้ ๒๓ ปี เจ๊ผมโดนส่งไปเรียนที่อินเดียจบโทแล้วและกำลังต่อเอกอยู่ เจ๊ผมตอนนี้เป็นนางหมูไปแล้ว ไม่ใช่นางฟ้าอีกต่อไป

ตอนนี้เตี่ยยุให้บวชเจ๊ก็ส่ายหน้าแล้ว เพราะมีความรักเข้าให้ ส่วนผมก็มาอยู่กลับพี่สาวคนโตอีกคน ทำของกิ๊ฟชอปส่งขายเป็นพวกตุ๊กตาเซรามิก

ตลอดระยะเวลาตั้งแต่เด็กจนโตมาถึงอายุ ๒๓ ปี ๆ หนึ่งผมจะเข้าไปในโลกส่วนตัวของผมไม่เกิน ๑๐ ครั้ง
และในโลกของจิตทำให้ผมกับต้องเจอสภาวะของวิญญาณที่เป็นเทพ และพระภูมิเจ้าที่อยู่เสมอ ไม่ว่าไปนอนที่ไหนเป็นได้เจอในช่วงที่หลับไปพร้อมกับสมาธิ

บางครั้งจะได้ยินเป็นเสียงเรียก บางครั้งก็เหมือนให้ลืมตาตื่นขึ้นมาดู แต่ละที่เจ้าที่ไม่เคยเหมือนกันซักเท่าไหร่ บางที่ก็เป็นชายผิวขาวผิวพรรณดี ใส่ชุดขาว หมวกทรงสูง

บางที่ก็เป็นลักษณะพราหมณ์ บางที่ก็ไทยแท้ ๆ เหมือนคนโบราณ แต่ส่วนมากจะมาดีและมายิ้มให้เสมอ
จะมีก็แต่บ้านเจ๊คนโตนี่หละมาอยู่ได้หลายเดือนละ ยังไม่เคยได้เจอเลย ช่วงนี้มีหนังสือพิมพ์ออกข่าวครึกโครมเรื่องของนายทหารท่านหนึ่ง

ชื่อพลเอกเสนาะ จินดารัตน์ ท่านมาเล่าเรื่องตายและฟื้นมา ๒ ครั้งและมาเล่าประสบการณ์ต่าง ๆ

รวมทั้งเรื่องพระคาถาชินบัญชรด้วย ตัวผมเองเกิดจิตศรัทธาก็เลยไล่ท่อง ๓ วันจนคล่องอยู่ในใจ และสวดก่อนนอนเป็นประจำ

ทุกอย่างก็ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่มีอยู่คืนหนึ่งก็ได้เรื่อง เวลาตอนนั้นก็ปาไปประมาณเกือบ ๕ ทุ่มแล้ว ในขณะที่ผมก้ม ๆ เงย ๆ วาดรูป และงานเขียนตุ๊กตาของผมอยู่

ผมก็ได้เห็นเงาลาง ๆ มาวนรอบตัวของผม บางทีหางตาเห็นเหมือนคนมายืนอยู่ข้าง ๆ แต่มองไปก็ไม่เจอใครหรอกครับ

เลยเวลาไป ๕ ทุ่มกว่าผมต้องไปนอนแล้ว บ้านพี่สาวที่อยู่เป็นครึ่งตึกครึ่งไม้ด้านบนเป็นไม้นะครับ
ผมเดินขึ้นไปที่บันไดบ้านและไหว้ไปที่หัวบันไดบ้าน เป็นการให้อนุญาต

ผมพูดออกไปว่า
“ถ้ามีอะไรให้ผมได้ช่วยบ้างก็ยินดี แต่ขอให้มาดี ๆ นะครับ”
ผมขึ้นไปนอนจน ๖ โมงเช้าเป็นช่วงเวลาที่ผมตื่นแล้ว ช่วงนั้นเป็นช่วงหน้าหนาวอากาศที่พิษณุโลกยังหนาวเย็นอยู่เลย

ผมเองตอนนี้กำลังนอนขดตัวในผ้าห่ม ในขณะที่ฟ้าข้างนอกก็ยังครึ้มอยู่ ผมนอนห้องด้านหน้าติดริมหน้าต่างหน้าบ้าน
เตียงของผมเป็นเตียงใหญ่ แต่ตอนนี้ผมนอนอยู่ที่ริมเตียงห่างจากหน้าต่างออกมาหน่อยเพราะช่วงนี้อากาศค่อนข้างจะเย็น ผมคิดในใจว่า >
“เออ ไม่มีอะไรแฮะ หลับสบายเลย”

จากท่านอนตะแคงผมหันมานอนหงาย ทันใดนั้นเองผมมีความรู้สึกว่ามีคนมาทับหน้าอกผมอย่างแรงจนแน่น



หายใจไม่ออกเอาเลย แล้วเขาก็ใช้จิต กดผมจนกระดิกตัวไม่ได้เลย เวลานี้ผมไม่ได้ฝันแน่นอนผมตื่นอยู่แล้ว ผมคิดในใจว่า


"เอาเข้าแล้ว เจอเข้าจนได้ ก็บอกให้มาหาดี ๆ นี่นา ไม่ใช่แล้ว" แค่คิดในใจ แค่นี้เอง สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นมาจนแทบตั้งตัวไม่ทัน บทสวดของพระคาถาชินบัญชรบทที่ ๑ ออกมาจากปลายนิ้วชี้ของผม


"ชะยาสะนากะตา พุทธา เชตะวามารังสะวาหะนัง จะตุสัจจาสะภังระสัง เยปิวิงสุนะราสะภา"

แต่ไม่ใช่เป็นการท่องออกมา เป็นเหมือนพระคาถาทำการปกป้องโดยผมไม่ได้ไปนึกถึงเลย ผมรู้แต่ว่าจิตมันสัมผัสได้นี่คือคาถาชินบัญชร



ในขณะที่นิ้วชี้ของผมยกชูขึ้นมาผมก็ได้เห็น ความศักดิ์สิทธิ์ของพระคาถาชินบัญชรบทที่ ๑ ครับ

ผมเห็นเป็นเม็ดแสงพรูออกมาจากปลายนิ้วชี้เป็นสีสันต่าง ๆ กัน ไปกระทบเอากับจิตที่กดผมอยู่

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ อทิสสมานกายของผมโดนผลักออกมาจากกายเนื้อ

เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่ไม่ได้ไปภูมิอื่น

แต่นี่คือห้องของผมเลยทีเดียว ตัวผมโดนผลักเลื่อนมาอยู่ติดกับริมหน้าต่าง เวลานั้น ผมมีสติเต็มร้อยแน่นอน เพราะผมเห็นตัวผม กายเนื้อ นอนห่างออกไปไม่เกินเมตร และที่บนหน้าอกของกายเนื้อของผม ๆ เห็นสภาพของกายวิญญาณ

ที่พร่า ๆ เลือน ๆ เป็นลักษณะโปร่ง ๆ ใส ๆ และด้วยเพราะโดนพระคาถาปัดออกไปเต็มแรง

กำลังบิดกายด้วยความเจ็บปวดอยู่ตรงหน้าของผมนั้นเอง
ผมได้แต่ตะลึงเมื่อมองเห็นจิตวิญญาณนั้นชัดเจนขึ้น ครับของจริงเลยทีนี้ ตัวผอมกระหร่องจนเห็นซี่โครงเลย
หัวก็โตกว่าคนปกติซักเท่าหนึ่ง ผมบนหัวแทบมองไม่เห็นเลย ผิวกายก็ดำคล้ำ

เวลานั้นผมขนหัวลุกตั้งชันเลย คาถาชินบัญชรบทที่ ๒ ออกมาโดยไม่ได้นึกถึงอีกแล้ว
"ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ นายะกา สัพเพ ปะติฏฐิตามัยหัง มัตถะเก เต มุนิสสะรา"

คราวนี้ไม่ใช่การท่องอีกแล้ว แต่ผมมีความรู้สึกถึงแรงดันที่ท้องจนต้องเป่าเป็นลมออกมา เหมือนหมอผีเลยผมตอนนั้น เป่าพรวด

ผีตนนั้นร้องอย่างเจ็บปวดเลย จะว่าใจร้ายก็ใจร้ายละ ความตกใจขอให้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้หายไปซะก่อนเถอะ

เรื่องอื่นค่อยว่าทีหลัง คาถาชินบัญชรบทที่ ๓ ออกมาอีกจนได้
"สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโมทะวิโลจะเน สังโฆ ปะติฏฐิโตมัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร"
ครับได้เรื่องเลย บทนี้เป็นอัญเชิญ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาที่ศรีษะ ดวงตาทั้งสอง และหน้าอก ครับ

ผลก็คือไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับผีตนนั้นเลย แต่ตัวผมเองซิ มันหายกลัวและเกิดเมตตาขึ้นมาทันที

จิตบอกว่าเขามาขอร้องให้ช่วยนะ ผมเลื่อนตัวเข้าไปจับมือที่ซูบกรังทันที


"ขอโทษ ผมขอโทษจริง ๆ ผมตกใจ และไม่คิดว่าพระคาถาชินบัญชรจะออกมาปกป้องผมเช่นนี้" ผมมองไปที่หน้าเขาเหมือนคนที่สำนึกในสิ่งที่ผิดพลาดอย่างแรง
"เป็นไรมากไหมครับ" ผมมองไปที่หน้าของเขา ตาที่ลึกดวงตาที่ขาวขุ่น จมูกบี้แทบจะมองไม่เห็นรูจมูก

ผิวกายก็หยาบกระด้างและแข็ง หน้าตาเต็มไปด้วยคราบน้ำตาจนผมรู้สึกผิดมาก ๆ จริง ๆ

"ผมขอโทษอีกทีเป็นเพราะผมตกใจ และผมก็บอกพระภูมิเจ้าบ้านแล้วให้มาดี ๆ คุณเข้าหาผมไม่เป็นก็เลยกลายเป็นเรื่องเลย" ผมจำได้ตอนที่ไหว้หัวบันไดเมื่อคืน

"ไม่เป็นไรครับ ผมขอร้องท่านเองเมื่อคืน ว่าให้อนุเคราะห์ผมด้วย เพราะมีแต่ท่านที่จะช่วยให้ผมพ้นทุกข์จากตรงนี้ได้ และผมกับพระภูมิ เคยเป็นญาติกันมาแต่อดีตท่านก็เลยอนุเคราะห์ผม



แต่ไม่ให้รบกวนคุณตอนนอน ให้มาช่วงเช้า เวลาที่คุณตื่นนะครับ" เสียงของผีเปรตตนนี้ทั้งแหบพร่าและสั่น
"คุณชื่ออะไรล่ะ แล้วเพราะกรรมอันใดจึงได้มาทุกข์ทรมานอย่างนี้" ผมถามเขาไปเพราะอยากจะรู้


"ผมชื่อ ณัฐพล ครับ ผมเป็นคนขี้เหล้า ตลอดชีวิตไม่เคยเชื่อเรื่องบุญกุศล แถมไปขโมยของวัด

ทั้งเงินและข้าวของใช้ เลยทำให้ผมเจอวิบากหนัก ผมตายมานานมากแล้วไปตกนรกมาอยู่ช่วงหนึ่ง
และกรรมก็ซัดให้มาเป็นเปรตเที่ยวขอส่วนบุญแต่ไม่มีใครเห็นผมและช่วยผมได้เลย

ผมได้แต่กินน้ำหนองของตัวเอง หิวเหลือเกินไม่มีอะไรกินเลย ไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าของใช้ นั่นเพราะกรรมชั่วของผมเองแท้ ๆ”

ผมมองเขาด้วยความรู้สึกที่ประกอบไปด้วยเมตตา ก็เลยตัดสินใจจะทำอะไรให้เขาบ้างเลยพูดออกไปว่า
"เอาอย่างนี้นะคุณณัฐพล เช้านี้ผมจะไปทำสังฆทานที่วัดใหญ่ให้แก่คุณเลย อานิสงส์คงมากพอที่จะทำให้คุณพ้นจากสภาวะทุกข์ไปได้ และบุญที่ผมได้ปฏิบัติขอจงบังเกิดกับคุณโดยบัดนี้เถิด"

ผมอธิษฐานและจับมือเขาไปด้วย สิ่งที่ผมเห็นก็คือประกายตาเขาเกิดแจ่มใสขึ้นมาทันที ผมรู้ว่าเขาได้บุญในขณะนั้นแล้ว รอที่จะถวายให้พระสงฆ์ และกรวดน้ำให้เท่านั้น


" ขอบคุณมากครับ ผมจะไม่มารบกวนให้คุณตกใจอีก ผมขอบคุณในน้ำใจของคุณด้วยนะครับ"
เขายกมือจบหัวและหายไปต่อหน้าของผม ส่วนตัวผมเองกะว่าจะดูอะไรที่มากกว่านี้ ไม่ได้แล้วครับ ไม่ได้ออกมาด้วยสมาธิ ออกมาด้วยฤทธิ์คุณอันศักดิ์สิทธิ์

ตัวผมโดนใยเล็ก ๆ เหมือนเส้นผม (สายใยของตัณหาที่ยึดติดกายนะครับ) ดึงกลับเข้าไปที่ร่างกายทันที ในขณะที่ผมก็กระเด้งตัวลุกขึ้นมาเหมือนจะบอกว่าอย่าพึ่ง…โอ๊ย…หมดกัน ผมเล่าเรื่องที่เจอให้พี่สาวของผม

เจ๊ก็จัดอาหารและให้ผมไปซื้อของมาทำบุญให้แก่เขาครับ
คาถาชินบัญชรที่ออกมาปกป้องจริง ๆ แล้วคืนนั้นผมไม่ได้สวดเลย เพราะองค์พระคาถาจะคลุมตัวเราไว้

อะไรก็เข้าไม่ได้นะครับ แต่จิตที่เต็มไปด้วยศรัทธาเป็นสิ่งที่แนบแน่นไปแล้ว และที่สำคัญ ผมว่าใครสวด องค์พระคาถา จะเป็นการเรียกวิญญาณแถวนั้น เพื่อรอจังหวะมาขออานิสงส์ แหะ ๆ อยากเจออะไรแปลก ๆ ก็ตั้งใจเอาไว้ละกัน ลองทำอย่างผมนะ

เชิญเขาเข้ามา แต่ให้พระภูมิ เจ้าที่ท่านเลือกมาให้ด้วยนะ ไม่งั้นขืนเจอพวกแสบ ๆ ละก็แย่เลย ไม่ใช่คุณแย่นะ เจ้าพวกแสบ ๆ น่ะ เพราะถ้าลองผ่านบทที่ ๓ แล้ว จิตจะบอกเราเองเลยว่ามาดีหรือมาร้าย ถ้ามาร้ายบทที่ ๔ สงสัยวิญญาณธรรมดาก็ กระเด็นแน่

แล้วถ้าคุณลุยแบบไม่บันยะบันยังเลย ผมว่าจิตวิญญาณนั้นต้องได้รับผลแห่งความร่มเย็น
อันเป็นสิ่งตรงข้ามกับจิตของเขาที่ยังเสวยอยู่กับความคับแคบอันเป็นสิ่งร้อนอยู่ครับ ความทรมานไม่ได้เกิดขึ้นจากพระคาถานะครับ
พระคาถาไม่ได้ทำร้ายใครเลย เปรียบเหมือนหม้อต้มน้ำที่ร้อน ๆ ที่อยู่บนเตาไฟเฉย ๆ แต่กลับไปเอามือไปแตะเอง

เพียงแต่แตกต่างในเรื่องของใจที่ร้อนและเย็น จิตที่สวดพระคาถาประกอบไปด้วยศรัทธา มีศีลรักษาใจ ซึ่งเป็นความปกติของจิตที่ไม่เบียดเบียนผู้ใด

จิตจึงเป็นลักษณะที่ปลอดโปร่งโล่งเย็น กระจายปกคลุมสภาวะแห่งกายและจิต ด้วยกำลังแห่งคุณของพระรัตนตรัยที่รักษาในส่วนที่เรานำเอาความดีเป็นที่ตั้ง จิตประกอบไปด้วยคุณธรรมต่าง ๆ ที่รักษา

จึงมีสภาพของความเย็น ปลอดโปร่ง ซึ่งตรงข้ามกับจิตวิญญาณที่ยังรับสภาวะกรรม

จิตประกอบไปด้วยนิวรณ์ และกรรมไม่ดีต่าง ๆ อันเป็นสิ่งคับแคบเปรียบเสมือนของร้อน

จิตที่ปราศจากคุณธรรม ปราศจากศีล ปราศจากศรัทธา ย่อมเป็นธรรมดาเหลือเกินที่กำลังย่อมแตกต่างกันอย่างมากมาย ความร้อนที่มีกำลังน้อยเมื่อมากระทบความเย็นแห่งจิตที่มีกำลังมาก
ผลก็คือต้องรับกรรมอันที่ตนได้กระทำนั่นเอง
ขอให้เข้าใจกันด้วยว่าพระคาถาแห่งพระอริยะเจ้านั้นทำหน้าที่ปกป้องกายและจิตเท่านั้นนะครับ

ไม่ได้เอาไว้ใช้ทำลายสรรพสัตว์ให้พินาศ

ผลของพระคาถาชินบัญชรบทที่ ๑ นะ ทำเอาปลายนิ้วชี้ของผมร้อนอยู่ช่วงขณะที่ลำแสงปรากฏ และต่อมาปลายนิ้วชี้ที่ปกติเป็นวงขดธรรมดาเหมือนคนทั่วไป
แต่ตรงปลายนิ้วชี้ตั้งแต่ตอนนั้น กลายเป็น เม็ด ๆ เล็ก ๆ ซักครึ่งเซ็นต์
เป็นของจารึกนะครับ ไม่รู้ว่าดีไหม (ดอกพิกุล)


ฤทธิ์อำนาจเฉพาะบท ผมแจงไว้ที่รู้และเจอมา แต่ถ้าสวดหมดจะคลุมตัวเราเอง

ลองอ่านดูอาจจะเข้าใจเพิ่มขึ้นมาได้นะครับ ท่านใดที่สวดพระคาถาชินบัญชร แล้วมีจิตที่ศรัทธา

พระคาถาจะแนบกับจิตของเรา ไปทั้งกายเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นการอัญเชิญ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ มาประดับไว้ในฐานของกายทั่วไปหมด และที่สำคัญหากท่านมีจิตที่ตั้งมั่น

ในการสวด (สมาธิที่ดี) กายของท่านในส่วนที่ประดับด้วยของพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ จะสว่างโพลงออกมา มีแต่ตาของอทิสสมานกาย กายวิญญาณเท่านั้น ที่จะสัมผัสและเห็นได้ หรือคนที่มีทิพย์อำนาจ

จะรับรู้ด้วยความรู้สึกของการขนลุก เพราะไปรับพลังที่แปลก ๆ ออกจากกายของคนนั้นที่สวดองค์พระคาถาเอาไว้ บางครั้งแม้แต่คนสวดเอง ก็จะรับรู้ถึงสิ่งที่แปลก ๆ มักออกมาจากจิตของเขาเอง

จึงทำให้ผู้ที่สวดและมีจิตศรัทธา มักจะมีอะไรมาดลใจ แปลก ๆ เพราะไปรับเอาสื่อวิญญาณต่าง ๆ ที่ต้องการมาขอความช่วยเหลือนั่นเอง
จริง ๆ แล้วองค์พระคาถามีประโยชน์อยู่ที่วิธีที่เราใช้ ฤทธิ์อำนาจความศักดิ์สิทธิ์ก็แปลก ๆ รัศมีของจิตแต่ละบทก็ไม่เห็นจะเหมือนกัน บางครั้งแสงก็อ่อนโยน

บางครั้งก็กระจายออกไปวงกว้าง สีต่าง ๆ ที่กระจายและห่อหุ้มอยู่ที่แต่ละบท ตรงบารมีของพระบริสุทธิคุณแต่ละองค์แต่ละท่านไม่เหมือนกันเลย หลวงพ่อโตเก่งจังไปนำมาได้ สุด ๆ เลยอภิญญาของท่านนะ

ขอแนะนำเพิ่มอีกนิดนะครับ กลัวจะใช้กันไม่เป็น
ยามใดที่เกิดความสับสน ให้ สวดบทที่ ๑ นะครับ
ยามใดที่จิตเกิดเมตตาจิต กระจายออก ให้สวดบทที่ ๓ นะครับ (พระสมเด็จไปกับตัวอีกด้วยนะครับ)
ยามใดที่ต้องการให้เกิดความยินดีน้อมนำจิตให้เขาเกิดความสบายใจ ให้สวดบทที่ ๗

(ตรงนี้ใช้กับ นักพูด นักแสดง นักเขียน) หรือเวลาต้องการทำให้คนตรงหน้าเรามีความร่มเย็นและสบายใจในการที่ได้พูดคุยกับเรา
ยามใดต้องการสิริมงคล กันคุณไสย ให้สวดบทที่ ๘ แล้วเอาแป้งมาปะ ๆ ไม่ต้องทาให้หน้าขาวละครับ

ผมเอาแป้งกำที่มือนิดหนึ่งเวลาเดินทางตั้งจิตเสร็จก็เป่าไปเลยที่มือนะครับ และก็โปะ ๆ หน่อย
ยามใดที่เจอภัยต่าง ๆ ที่อยู่ตรงหน้า ให้ตั้งจิตไว้ที่บทที่ ๙จะคลาดแคล้วจากอันตรายนะครับ
ยามใดที่มีโรคภัยแปลก ๆ หาเหตุไม่ได้ มึนหัวมาเฉย ๆ ให้สวดบทที่ ๑๓

ยามใดต้องการช่วยเหลือใคร เพราะต้องเคราะห์ภัย ให้สวดบทที่ ๑๔ นะครับ แล้วจับที่มือหรือเป่าไปที่หน้าผากเขา (ถ้าเขายอมนะ) เพราะบทนี้เป็นบทขอให้คุณพระคุ้มครอง จะใช้กับตัวเองก็ได้นะครับ

ผมเองก็ไม่ได้ว่าเก่งหรอกครับ เพียงแต่เพราะเกิดศรัทธาอย่างมาก และเชื่อมั่นในพระคาถาชินบัญชรเลยทำให้เจอเรื่องแปลก ๆ และผมก็ยังไม่เห็นใครมาเล่าเลยในหนังสือต่างๆ

ผมก็เลย ขอเล่าเพื่ออาจจะเป็นประโยชน์และเป็นกำลังใจให้กับท่านที่สวดอยู่นะครับ

--------------------------------------------------------------------------------


ขอขอบคุณ คุณชัชวาล เพ่งวรรธนะ มากคับ อนุโมทนา สาธุ
ฟ้าใส
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 3919
คติพจน์: ทำวันนี้...**.. ให้ดีที่สุด
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:


อนุโมทนา น้องแจ๋วแหวว
อนุโมทนา น้องทูบี
อนุโมทนา ท่านเสธโจ ขอบคุณคับสำหรับ รูปพระพุทธองค์ งามเหลือเกินคับ


แก้ไขล่าสุดโดย ฟ้าใส เมื่อ 14 / 03 / 2009, 16:02, ทั้งหมด 2 ครั้ง
verb2be
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 1105
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:
:01 ขอบคุณพี่เจ๋วเเหว๋ว พี่ฟ้า พี่ม่อน
สำหรับธรรมะดีๆในวันหยุด
ดีจังได้หยุดดูภายนอกแล้วหันมาดูตัวเอง :02
ขออนุโ มทนาบุญกับทุกท่านนะคะ ธรรมทานเป็นทานที่เลิศจริงๆ
ฟ้าใส
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 3919
คติพจน์: ทำวันนี้...**.. ให้ดีที่สุด
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:


ลามะน้อยจากธิเบต กลับ ชาติมาเกิด

http://vdo.palungjit.com/video/1749/ลามะน้อยจากธิเบตกลับชาติมาเกิด

(โปรดใช้วิจารณญาณ ในการชม)
.
.
.
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    Goldhips Board » การลงทุนทองคำ ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า 1, 2, 3 ... 59, 60, 61  ถัดไป
หน้า 1 จาก 61

 
ไปที่:  
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน

[ ข้อความที่โพสต์ในกระดานสนทนานี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบของทางเว็บไซต์ ]


Copyright 2007 | Goldhips.com | All Rights Reserved.




.
. . .