. .
Logo
. \(^o^)/ห้องรวมนักวิเคราะห์ข่าวเศรษฐกิจ แนวโน้มหุ้น+ทอง Go back
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    Goldhips Board » การลงทุนทองคำ ไปที่หน้า ก่อนหน้า  1, 2, 3 ... 262, 263, 264 ... 513, 514, 515  ถัดไป
ผู้ตั้ง ข้อความ
Ronaldo
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 4664
คติพจน์: สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินซื้อหุ้นตอนราคามันถูกๆ
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:
รายงานพิเศษ.....WHA (ยาวหน่อยนึง)

http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I12927172/I12927172.html

(8พ.ย.) เป็นวันแรกของ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)(WHA) ที่เข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ โดยเป็นก้าวที่ไม่ธรรมดา ด้วยความพิเศษ ความโดดเด่น ความพิศวง หุ้นWHA ใช้บริการ 2 แบงก์ 2 หลักทรัพย์ คือ บล.กสิกรไทย,บล.ไทยพาณิชย์ ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก ยิ่งเป็นหุ้นมาร์เก็ตแคปขนาด 6,757.50 ล้านบาท ราคาไอพีโอหุ้นละ 13.25 บาท จำนวนหุ้นเสนอขาย รวม 129.40 ล้านหุ้น...ที่มาของราคาจอง เกิดจากความต้องการจองซื้อหุ้นของนักลงทุนสถาบันที่ทะลักเข้ามามาก จนทำให้อันเดอร์ไรท์ เสนอให้ผู้บริหารWHA ให้ส่วนลดแก่ผู้ลงทุน 5% ก็พอ แต่ผู้บริหารWHA ขอแจกส่วนลดให้นักลงทุนมากกว่า 10%
ทั้งนี้ IPO 13.25 บาท/หุ้น หากพิจารณาจากกำไรสุทธิต่อหุ้น ซึ่งเท่ากับ 0.43 บาทต่อหุ้นคำนวณจากผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในช่วง 12 เดือนย้อนหลัง (1 ก.ค. 2554 - 30 มิ.ย. 2555)และจำนวนหุ้นภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั้งหมด 510 ล้านหุ้น (Fully Diluted) คิดเป็น P/E เท่ากับ 30.81 เท่า....แต่สำหรับอนาคตของWHA ต้องขอบอกว่า เป็นของเย็น อนาคตไกล ยิงยาวไกลถึงปี2558 ประตูประชาคมเศรษฐกิจอาเชียนหรือAEC เปิดกว้างเชื่อมโยงหลายประเทศ ฟากฐานทุนนอก ได้วางแผนใช้ประเทศไทยเป็นยุทธศาสตร์ Logistic ปัจจุบัน ลูกค้าที่มาใช้บริการมีทั้งยักษ์ใหญ่ระดับโลกและไทย อาทิ บจก.ไพรมัส อินเตอร์ เนชั่นแนล กรุงเทพ,บจก.คาโอ (ประเทศไทย),บจก.จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ประเทศไทย),บจก.ยูนิลีเวอร์,บจก.มาสด้า เซลส์,บจก.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น ,บจก.เอ.พี.แอล.โลจิสติกฯ,บจก.คูเน่ห์ พลัสนาเกมิ....
ความไม่ธรรมดาครั้งนี้ เกิดจากฝีมือการทำงาน รวมทั้ง วิสัยทันศ์ของ 2 ผู้บริหารมืออาชีพ คือ คุณสมยศ อนันตปะยูร และ คุณจรีพร อนันตประยูร เรียกว่า สร้างและปั้น WHA มากับมือตนเอง......

จุด กำเนิด........บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ("บริษัทฯ") หรือWHA Coration") ก่อตั้งขึ้นเป็นบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2550 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 170 ล้านบาท (ทุนชำระแล้ว 170 ล้านบาท) โดยคุณ สมยศ อนันตประยูร และ คุณจรีพร อนันตประยูร ("กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่") โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจพัฒนาและให้บรการเช่าโครงการฯ คุณภาพที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละราย (Buil-to-Suit) และ Warehouse Farm ซึ่งเป็นโครงการที่มีส่วนผสมของโครงการประเภท Built-to-Suit และ โครงการสร้างแบบสำเร็จรูป (Ready-Boilt) มาตรฐานสูงที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นของทั้ง กลุ่มลูกค้าในปัจจุบันและเพื่อขยายฐานลูกค้ารายใหม่
ก่อนหน้าที่จะ จัดตั้งบริษัทฯ กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่และกลุ่มคุณจิตร อนันตประยูรได้ริเริ่มการทำธุรกิจการพัฒนาโครงการฯ แนวทางใหม่ที่แตกต่างจากผู้พัฒนาคลังสินค้ารุ่นก่อนที่จะเน้นการพัฒนาคลัง สินค้าขนาดเล็กและไม่ต้องการเทคโนโลยีการออกแบบก่อสร้างที่ซับซ้อน เพื่อมุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของลูกค้า โดยได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัท ดับบลิวเอขเอ อะไลแอนซ์ จำกัด เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 180 ลานบาท (ทุนชำระแล้ว 1 ล้านบาท และชำระแล้วเต็มจำนวน 180 ล้านบาทในปี 2547 ) เพื่อเริ่มลงทุนก่อสร้างโครงการศูนย์กระจายสินค้าสำหรับสินค้ากลุ่ม อุปโภค-บริโภค ขนาด 52,913.3 ตารางเม2ตร บนถนนบางนา-ตราด กม.20 เป็นโครงการแรกตามแนวความคิดการทำธุรกิจที่มุ่งเน้นความเข้าใจและการตอบสนอง ความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของลูกค้า ต่อมาในปี 2550 บริษัท ดับบลิวเอชเอ อะไลแอนซ์ จำกัดได้จดทะเบียนเพิ่มทุนเป็น 260 ล้านบาท และได้ขายหุ้นเพิ่มทุนในสัดส่วนร้อยละ 25.0 ให้แก่ บริษัท ซีดับบลิวที ดิสตริบิวชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทโลจิสติกส์ที่จดทะเบียนในประเทศสิงคโปร์ และได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ดับบลิวเอชเอ ซีดับบลิวที อะไลแอนซ์ จำกัด
นอกจากนี้เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2546 กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่และกลุ่มคุณจิตร อนันตประยูรได้ร่วมกันจัดตั้ง บริษัทแวร์เฮาส์ เอเซีย อะไลอันซ์ จำกัด เป็นบริษัทที่สองด้วยทุนจดทะเบียน 310 ล้านบาท (ทุนชำระแล้ว 310 ล้านบาท) เพื่อลงทุนก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าปรับอากาศขนาดใหญ่ภายใต้ชื่อโครงการ "ดับบลิวเอชเอ โกลแมคดิสทริบิวชั่น เซ็นเตอร์ " ซึ่งเป็นคลังสินค้าปรับอากาศระดับมาตรฐานที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย และอาเซียนให้แก่ผู้ประกอบการกระจายสินค้าและโลจิสติกส์ในหมวดสินค้ากลุ่มยา และเวชภัณพ์ที่ต้องการคลังสินค้าที่มีมาตรฐานระดับสูงเพื่อใช้ในการเก็บ รักษาสินค้าเวชภัณฑ์ ต่อมาภายหลังบริษัทย่อยของกลุ่มโกลแมคเบอร์แฮด (GLOMAC BERHAD) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลัก ทรัพย์ของประเทศมาเลเซียได้เข้ามาซื้อหุ้นร้อยละ 49.0 จากกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม )กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่และกลุ่มคุณจิตร อนันตประยูร) และได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ดับบลิวเอชเอ โกลแมค อะไลแอนซ์ จำกัด
เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2553 กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม แฟคทอรี่แอนด์แวร์เฮ้าส์ฟันด์ ได้รับการจัดตั้งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลงทุนในทรัพย์สินของบริษัทฯ ซึ่งประกอบด้วย ดครงการอาคารคลังสินค้า 2 โครงการ และ โครงการอาคารโรงงาน 1 โครงการ ขนาดพื้นที่รวม 39,808.8 ตารางเมตร มูลค่าประมาณ 1,283 ล้านบาท ต่อมาเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ปี 2555 กองทุนรวมฯได้เพิ่มทุนจำนวน ประมาณ 1,827 ล้านบาท เพื่อซื้อทรัพย์สินและรับโอนสิทธิการเช่าโครงการอาคารคลังสินค้า 3 โครงการและโครงการอาคารโรงงาน 1 โครงการ ขนาดรวม 107,277.4 ตารางเมตร จากบริษัทฯ และบริษัทดับบลิวเอชเอ อะไลแอนซ์ จำกัด และผู้ถือหุ้นหน่วยลงทุนได้มีมติเพื่อเปลี่ยนชื่อกองทุนจาก "กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยมแฟคทอรี่แอนด์แวร์เฮ้าส์ฟันด์" ไปเป็น "กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิธิการเช่า ดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยมแฟคทอรี่แอนด์แวร์เฮ้าส์ ฟันด์ " ("กองทุนรวมฯ") โดยบริษัทฯได้รับแต่งตั้งให้เข้ามาเป็นผู้บริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ให้ แก่กองทุนรวมฯ มาโดยตลอดนับตั้งแต่กองทุนรวมฯ ได้รับการจัดตั้ง
ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมากลุ่มบริษัทฯ ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าระดับบริษัทข้ามชาติ ในเรื่องของคุณภาพของโครงการและการให้บริการที่เป็นไปตามมาตรฐานสากลรวมถึง ความสามารถในการส่งมอบโครงการให้แก่ลูกค้าได้ตรงตามเวลาทุกโครงการ จึงทำให้กลุ่มบริษัทฯ มีชื่อเสียง และได้รับความไว้วางใจอย่างสูงสุดจากลูกค้า ดังจะเห็นได้จากอัตราการเช่าร้อยละ 100.0 ของพื้นที่เช่าประเภท Built-to-Suit ทั้งหมด และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องของพื้นที่ภายใต้การบริหารจัดการของกลุ่ม บริษัทฯ ซึ่งรวมพื้นที่ของกองทุนรวมฯ โดยมีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยต่อปี (CAGR) สูงถึงร้อยละ 29.9 ในระหว่างช่วงปี 2549 ถึงสิ้นไตรมาส 2 ปี 2555 ซึ่งนับรวมพื้นที่ภายใต้การบริหารจัดการของกลุ่มบริษัทฯ ณ ไตรมาส 2 ปี 2555 รวมกว่า 426,898.4 ตารางเมตร
กลุ่มบริษัทฯ มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นบริษัทชั้นนำของประเทศไทยในฐานะพัฒนาโครงการฯ ระดับพรีเมียม แบบ Built-to-Suit ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงการแบบ Warehouse Farm (เพื่อให้บริการทั้งในรูปแบบ Built-to-Suit เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าหลักบางกลุ่ม ที่มีลักษณะเฉพาะเช่น การสำรองพื้นที่ต่อขยายเพื่อใช้งานในอนาคต และแบบ Ready-Buitt เพื่อรองรับฐานลูกค้ากลุ่มใหม่และเพื่อการดำเนินธุรกิจที่ตอบสนองความต้อง การของตลาดได้ทันท่วงที) โดยกลุ่มบริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพของโครงการซึ่งสะท้อนให้เห็นได้จากคุณภาพของวัสดุ ที่เป็นผลจากการวิจัยและพัฒนาของกลุ่มบริษัทฯ ร่วมกับบริษัท บี.เอส.วาย คอนสตรัคชั่น จำกัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับน้ำหนักของพื้นอาคาร การกำหนดความสูง (Clear Height) ของอาคารที่เหมาะสมกับการใช้งานของลูกค้าจำนวนและการวางตำแหน่งประตู วางตำแหน่งสำหรับขนถ่ายสินค้า และการปรับระดับพื้นที่ให้มีความเรียบ (Flatness) ที่เหมาะสมกับการจัดวางชั้นวางสินค้า (Rack) ระดับของพื้นรอาคารที่เหมาะสมกับความสูงของรถขนส่งสินค้า ระบบสาธารรูปโภค ระบบระบายอากาศ และ ระบบควบคุมอุณหภูมิต่างๆ นอกจากนั้นยังมุ่งเน้นจัดหาทำเลที่ตั้งที่เป็นจุดยุทธศาสตร์การขนส่งและ กระจายสินค้าที่สำคัญและสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า เพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับลูกค้าผ่านทางการควบคุมต้น ทุนด้านโลขิสติกส์ที่เหมาะสม จึงทำให้กลุ่มบริษัทฯ มีความโดดเด่นแตกต่างจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่นๆ และส่งผลทำให้กลุ่มบริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจจากผู้เช่าที่เป้นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ และมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้เช่าทุกรายเสมอมา ซึ่งจะเห็นได้จากการที่ผู้เช่าส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะต่อสัญญาเช่า และขอเพิ่มพื้นที่เช่าอย่างต่อเนื่อง
เส้นเลือดดำ-แดง ของWHA มาจาก 3 สาย (1) ธุรกิจการพัฒนาอสังการิมทรัพย์เพื่อรายได้ค่าเช่าและบริการ:ให้เช่าและ บริการอาคารคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า และโรงงาน (2) ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อจำหน่าย : จำหน่ายโครงการคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า และดรงงาน ให้แก่กองทุนรวมฯ และ/หรือ บุคคลภายนอก และ(3) ธุรกิจการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และลงทุนในหลักทรัพย์เผื่อขายเพื่อรับ เงินปันผล : บริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และรับเงินปันผลที่ได้รับจากการลงทุนในหน่วยลง ทุนของกองทุนรวมฯ
แน่นอนการทำงาน ย่อมมีความเสี่ยง แต่ก็มีทางแก้ ทางออกเสมอ.................
ปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อยมีดังนี้
1. ความเสี่ยงจากการแข่งขันของผู้ประกอบะรกิจนิคมอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการอื่น
ในปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการอื่นได้มีการพัฒนา โครงการฯ เช่นเดียวกับกลุ่มบริษัทฯ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวส่วนใหญ่จะจำหน่ายและให้บริการโครงการฯ สร้างแบบสำเร็จรูป (Ready-Built) และผู้ประกอบการที่อยู่ในธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมส่วนใหญ่จะจำกัดการให้บริการ อยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมของผู้พัฒนาเอง ในขณะที่กลุ่มบริษัทฯ มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการฯ ที่มีคุณภาพสูงในรูปแบบ Built-to-Suit และ Warehouse Farm และมีนโยบายการจัดหาทำเลที่ตั้งโดยยึดหลักการเลือกทำเลที่เป็นยุทธศาสตร์การ ขนส่งและกระจายสินค้าที่สำคัญที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า จึงเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่ค่อนข้างแตกต่างๆไปจากคู่ แข่งในตลาด

2. ความเสี่ยงจากการไม่มีผู้เช่าโครงการฯ ที่อยู่ในแผนการก่อสร้าง และการที่ผู้เช่าหลักไม่ต่ออายุสัญญาเช่าการให้เช่าพื้นที่ของกลุ่มบริษทัฯ ส่วนใหญ่เป็นแบบ Buill-to-Suit ที่มีการตกลงทำสัยญาเป้นลายลักษณ์อักษรก่อนการก่อสร้าง ความเสี่ยงของกลุ่มบริษัทฯ จากการที่ไม่มีผู้เช่าภายหลังจากการพัฒนาดครงการเสร็จจึงอยู่ในระดับต่ำ และโครงการฯในลักษณะนี้ ผู้เช่าส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะต่อสัญญาเช่าต่อเนื่อง ด้วยการจัดหาทำเลที่ตั้งในระยะวางแผนร่วมกัยระหว่างกลุ่มบริษัทฯ และผู้เช่า การให้ความสำคัญในการออกแบบ และด้วยคุณภาพระดับสูงในการก่อสร้างและการให้บริการ ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการย้ายสถานที่ที่ค่อนข้างสูง ความเสี่ยงของกลุ่มบริษัทฯ จากการที่ผู้เช่าหลักตัดสินใจไม่ต่ออายุในระดับต่ำเช่นกัน และหากผู้เช่าตัดสินใจไม่ต่อสัญญา กลุ่มบริษัทฯก็สามารถนำโครงการฯ แบบ Built-to-Suit มาปรับรายละเอียดเพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้เช่ารายใหม่ได้ โดยความได้เปรียบในเรื่องทำเลที่ตั้ง คุณภาพงานก่อสร้างและงานระบบ รวมถึงความเข้าใจของกลุ่มบริษัทฯ ในการออกแบบและควบคุมงานก่อนสร้างทำให้กลุ่มบริษัทฯ เชื่อมั่นว่าการหาผู้เช่ารายใหม่จะสามารถดำเนินการได้ในระยะเวลาที่เหมาะสม

ในส่วนของการให้เช่าพื้นที่ในรูปแบบ Ready-Built ภายใต้โครงการ Warehouse Farm อาจมีความเสี่ยงจากการไม่มีผู้เช่า เนื่องจากเป็นโครงการประเภทที่พัฒนาขึ้นก่อนจะมีสัญญาเช่า อย่างไรก็ตาม กลุ่มบริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญในด้านทำเลที่ตั้ง และยังคงรีกษามาตรฐานของโครงการฯ ไว้ในระดับสูง ซึ่งโครงการ Ready-Built ได้รับผลตอบรับจากผู้ที่สนใจเช่าเป็นอย่างดี โดยตั้งแต่ปลายปี 2554 บริษัทฯ ได้มีการพัฒนาโครงการ Ready-Built แล้วมากกว่า 80,000.0 ตารางเมตร โดยมีผู้เช่าที่สนใจเข้าทำสัญญาเช่าล่วงหน้า หรือสัญญาแสดงเจตจำนงในการเช่า (Letter of Intent) กับบริษัทฯ ล่วงหน้าก่อนการก่อสร้างจะแล้วเสร็จ ในส่วนของความเสี่ยงในด้านผู้เช่าไม่ต่อสัญญาเช่าสำหรับโครงการ Ready-Built มีค่อนข้างต่ำ เนื่องจาก คุณภาพของโครงการฯ ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการย้ายสถานที่ที่ค่อนข้างสูง นอกจากนั้น ในกรณีหากมีพื้นที่ว่างจากการไม่ต่อสัญญาเช่า บริษัทฯ จะสามารถนำโครงการฯ ออกให้ผู้เช่ารายอื่นเช่าต่อไปได้อย่างคล่องตัวภายในระยะเวลาอันสั้น

3. ความเสี่ยงจากการพึ่งพิงลูกค้ารายใหญ่
ในอดีตกลุ่มบริษัทฯ ได้ให้เช่าโครงการคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าให้แก่บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด ในสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับรายได้รวมของกลุ่มบริษัทฯ โดย กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้ค่าเช่าและบริการจากบริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 76.5 และร้อยละ 60.8 ของรายได้ค่าเช่าและบริการรวมทั้งหมดในปี 2554 และสำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2555 ตามลำดับ ดังนั้นจึงอาจมีความเสี่ยงจากการที่บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด ยกเลิกสัญญาเช่า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ค่าเช่าและบริการของกลุ่มบริษัทฯ อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตามสัญญาเช่ากับทางบริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด เป็นสัญญาเช่าระยะยาวมากกว่า 10 ปี รวมทั้งยังได้มีการระบุว่า หากผู้เช่าบอกเลิกสัญญาก่อนกำหนด ผู้เช่าจะต้องจ่ายชำระค่าเช่าและค่าบริการในระยะเวลาที่เหลืออยู่ทั้งหมด ตลอดจนทำเลที่ตั้งของโครงการคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าของบริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด นั้นอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญทางโลจิสติกจึงทำให้กลุ่มบริษัทฯ เชื่อว่าความเสี่ยงที่บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด จะยกเลิกสัญญานั้นมีค่อนข้างต่ำ รวมทั้งหากบริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัดตัดสินใจไม่ต่ออายุสัญญาเช่าภายหลังจากสัญญาสิ้นสุด ด้วยทำเลที่ตั้งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ กลุ่มบริษัทฯเชื่อมั่นว่าจะสามารถหาผู้เช่าอื่นมาทดแทนได้ในระยะเวลาอันสั้น นอกจากนี้ สัดส่วนรายได้ค่าเช่าจากบริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด ต่อรายได้ค่าเช่าทั้งหมดของกลุ่มบริษัทฯ ในปัจจุบันได้ลดลง เนื่องจากกลุ่มบริษัทฯ ได้มีการขยายพื้นที่ให้เช่าผ่านโครงการ Warehousr Farm นับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา

โดยกลุ่มบริษัทฯ ได้มีแผนที่จะจำหน่ายสินทรัพย์อันได้แก่คลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าที่ มีแผนกยาและเวชภัณฑ์ขอบริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้เช่าหลักให้แก่กองทุนรวมฯ ในช่วงต้นปี 2556 จึงทำให้รายได้ค่าเช่าและบริการและสัดส่วนรายได้ค่าเช่าและบริการจากบริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด ต่อรายได้ค่าเช่าและบริการรวมของกลุ่มบริษัทฯ ลดลงอย่างมีสาระสำคัญ ดดยกลุ่มบริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะนำเงินที่ได้จากการขายทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้ลงทุนในการขยาย โครงการในอนาคตต่อไปซึ่งจะทำให้กลุ่มบริษัทฯมีการขยายฐานลูกค้าอย่างต่อ เนื่องและลดวามเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้ของลูกค้ารายใดเพียงรายเดียว

4.ความเสี่ยงจากการพึ่งพาบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง (Contractor) น้อยราย
เนื่องจากธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทฯ คือ การพัฒนาโครงการฯ เพื่อให้เช่าและจำหน่าย โดยบริษัทในกลุ่มบริษัทฯ จะว่าจ้างบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างตามสัญญาการจ้างเหมาเบ็ดเสร็จ (Turnkey Contractor) เพื่อทำการก่อสร้างตามแบบที่บริษัทในกลุ่มบริษัทฯ ได้ตกลงร่วมกันกับกลุ่มลูกค้า โดยที่ผ่านมา กลุ่มบริษัท กำหนดให้มีกระบวนการพิจารณาบริษัทผู้รับเหมาที่มีชื่อเสียงต่างๆ ตามข้อกำหนดคุณสมบัติที่กลุ่มบริษัทฯ ได้กำหนดไว้เพื่อนำมาเก็บเป็นรายชื่อที่ผ่านการคัดเลือกเบื้องต้นในการ ประมูลงาน อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทฯ ได้ว่าจ้างบริษัท บี.เอส.วาย. คอนสตรัคชั่น จำกัด เป็นกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างเกือบทุกโครงการเนื่องมาจากการพิจารณาคัดเลือก ตามเกณฑ์การจัดจ้างของกลุ่มบริษัทฯ และรวมทั้งการตัดสินใจของลูกค้าโดยเฉพาะในโครงการ Built-to-Suit ดังนั้นอาจถือได้ว่ากลุ่มบริษัทฯ มีความเสี่ยงในกรณีที่บริษัท บี.เอส.วาย. คอนสตรัคชั่น จำกัด ไม่สามารถส่งมอบโครงการตามสัญญาว่าจ้าง หรือจัดทำสัญญาว่าจ้างโดยตรงกับลูกค้าโดยไม่ผ่านกลุ่มบริษัทฯ

อย่างไรก็ตามกลุ่มบริษัท ไม่ได้มีนโยบายว่าจ้าง บริษัท บี.เอส.วาย.สตรัคชั่น จำกัด โดยเฉพาะ และยังเปิดโอกาสที่จะร่วมมือกับผู้รับเหมาก่อสร้างรายอื่นๆ โดยได้มีการคัดสรรบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างที่เป็นระบบและมีความโปร่งใส ซึ่งความสามารถในการพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพระดับสูงของกลุ่มบริษัทฯ ไม่ได้เกิดจากการพึ่งพิงผู้รับเหมารายได้รายหนึ่ง แต่เป็นการผสมผสานสิ่งสำคัญในด้านต่างๆ และทำงานร่วมกันกับลูกค้าผู้รับเหมา และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

โดยที่ผ่านมา บริษัท บี.เอส.วาย. คอนสตรัคชั่น จำกัด ประกอบธุรกิจในฐานะผู้รับเหมาก่อสร้าง มีชื่อเสียงในอุตสาหกรรมมานานกว่า 20 ปี และมิได้มุ่งเน้นที่เข้ามาประกอบธุรกิจแข่งขันกลุ่มบริษัทฯ รวมถึงบริษัท บี.เอส.วาย.คอนทรัคชั่น จำกัด ไม่ได้เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มบริษัทฯ และกลุ่มบริษัทฯ มีความสัมพันธ์ที่ดีในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจที่สำคัญ นอกจากนี้บริษัทฯ มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ บริษัท บี.เอส.วาย คอนสตรัคชั่น จำกัด ลงวันที่ 22 มีนาคม 2555 เพื่อได้กำหนดข้อตกลงความร่วมมือทางธุรกิจและเพื่อกำหนดกรอบความร่วมมือใน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความสามารถพิเศษเฉพาะตัวทั้งในด้านคุณภาพและราคาที่ สามารถตอบสนองความ้องการของลูกค้า และแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนกำหนดข้อตกลงในการนำองค์ความรู้ไปใช้ โดยได้มีการกำหนดกรรมสิทธิ์ร่วมกันในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ข้อมูลทางเทคนิค หรือองค์ความรู้ Know-How รวมทั้งบริษัท บี.เอส.วาย คอนสตรัคชั่น จำกัด จะไม่นำข้อมูลทางเทคนิคและองค์ความรู้ต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นร่วมกับกลุ่มบริษัทฯไปเปิดเปยหรือนำไปใช้กับงานก่อสร้างของคู่ แข่งทางธุรกิจของบริษัทฯ โดยมิได้รับความยินยอมจากบริษัทฯ ในทางกลับกัน การว่าจ้างผู้รับเหมาของกลุ่มบริษัทฯไม่ได้เป็นลักษณะผูกมัดกับบริษัทรับ เหมาก่อสร้างรายใดรายหนึ่ง ดังนั้นกลุ่มบริษัทฯ สามารถว่าจ้างผู้รับเหมารายใดก็ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัท บี.เอส.วาย คอนสตรัคชั่น จำกัด บริษัทฯ จึงสามารถที่จะร่วมงานกับบริษัทผู้รับเหมารายอื่นโดยสามารถนำองค์ความรู้ที่ พัฒนาร่วมกันไปใช้เพื่อพัฒนาโครงการฯภายใต้มาตรฐานที่บริษัทฯ ได้กำหนดไว้เพื่อประโยชน์สูงสุดของกลุ่มบริษัทฯ และผู้เช่าโดยไม่ขัดข้องกับข้อตกลงทางธุรกิจ

5.ความเสี่ยงจากความผันผวนของรายได้จากการขายทรัพย์สินให้แก่กองทุนรวมฯ
เนื่องจากรายได้หลักของกลุ่มบริษัทฯ ประกอบไปด้วยรายได้จากการให้เช่าปละบริการ และรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นหากใดช่วงปีใดปีหนึ่ง กลุ่มบริษัทไม่มีการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนรวมฯรายได้รวมและผลกำไรของกลุ่ม บริษัทฯ อาจมีความผันผวนได้ อาทิเช่น รายได้รวมของกลุ่มบริษัทฯ ลดลงในรอบปีบัญชี 2553 จาก 169.7 ล้านบาท (ประกอบด้วยกำไรจากการขายทรัพย์สินจำนวน 126.4 ล้านบาท คิดเป็นรายได้ 1,274.6 ล้านบาท) เป็น 107.5 ล้านบาท ในรอบปีบัญชี 2554 (งบเฉพาะบริษัท) เนื่องจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนรวมฯ ต้องเลื่อนออกไปเนื่องจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยในช่วงเดือนตุลาคม 2554 อย่างไรก็ตาม การขายสินทรัพย์เข้ากองทุนรวม ได้ดำเนินการเป็นผลสำเร็จในเดือน กุมภาพันธ์ 2555 รวมทั้งบริษัท ได้มีการปรับวิธีการบันทึกเฉพาะกำไรจากการขายทรัพย์สินให้แก่กองทุนรวมฯ โดยบันทึกเป็นรายได้จากการขายทรัพย์สินทั้งจำนวน แทนการบันทึกเฉพาะกำไรจากการขายทรัพย์สิน ส่งผลให้ในงบการเงินรวมสำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุด วันที่ 30 มิถุนายน 2555 ของกลุ่มบริษัทฯ มีรายได้รวม 1,985.6 ล้านบาท (คิดเป็นรายได้จากการขายทรัพย์สิน หลังหักค่าใช้จ่ายจำนวน 1,808.9 ล้านบาท) ทั้งนี้การขายทรัพย์สินให้แก่กองทุนรวมฯ จะไม่สามารถออกเสียงในกรณีนี้ได้ เนื่องจากบริษัทฯ เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ดังนั้นจึงอาจจะมีความเสี่ยงในเรื่องความผันผวนของรายได้หากกลุ่มบริษัทฯไม่ สามารถจำหน่ายทรัพย์สินให้แก่กองทุนรวมฯได้

อย่างไรก็ตามกลุ่มบริษัทฯ มีนโยบายที่ชัดเจนในการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนรวมฯอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกลุ่มบริษัท คาดว่าจะมีการรับรู้รายได้ในลักษณะนี้เป็นประจำ ในสัดส่วนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับนโยบายการลงทุนของกลุ่มบริษัทฯ ด้วยคุณภาพของโครงการฯ ของกลุ่มบริษัทฯตอบรับที่ดีจากนักลงทุนของกองทุนรวมฯ ที่ผ่านมา และผลประโยชน์ร่วมกันของกลุ่มบริษัทฯ และนักลงทุนในการขาย/ให้เช่าทรัพย์สินแก่กองทุนรวมฯเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ของผลตอบแทนให้แก่ผู้ลงทุนรวม และการขยายขนาดของกองทุนรวมฯ ส่งผลให้กองทุนรวมฯ มีสภาพคล่องที่มากขึ้นซึ่งจะส่งผลดีต่อราคาซื้อขายกองทุนรวมฯ ในตลาดรอง เนื่องจากเป็นการขยายฐานของนักลงทุน กลุ่มบริษัทฯ จึงมีความมั่นใจว่าการขายทรัพย์สินให้แก่กองทุนรวมฯ จะสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องและกลุ่มบริษัทฯยังมีการพิจารณาโอกาสในการขาย สินทรัพย์ให้แก่ผู้สนใจรายอื่น นอกจากกองทุนรวมฯ เช่น ผู้เช่าของโครงการฯ หรือนักลงทุนรายอื่นเป็นต้น

6.ความเสี่ยงทางด้านสภาพคล่องและความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัท
เนื่องจากบริษัทฯ มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง และรูปแบบการเติบโตของธุรกิจพัฒนาโครงการฯ ต้องการเงินลงทุนที่สูง Capital Intensive โดยในช่วงตั้งแต่ ปี 2554 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2555 บริษัทฯ มีเงินลงทุนในโครงการที่สูงอย่างต่อเนื่องโดยมีกระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน ใช้ไปจำนวน 3,080.4 ล้านบาท (1655.3 ล้านบาทในปี 2554 และ 1,425.1 ล้านบาทสำหรับงวดหกเดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2555) ซึ่งใช้สำหรับการลงทุนเพื่อการเติบโตทั้งในแบบการทำธุรกิจปกติ (Organic Growth) และเติบโตในแบบการซื้อกิจการของบริษัทย่อย (Inordanic Growth) โดยการเติบโตของบริษัทฯ ส่วนใหญ่ใช้เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินเป็นแหล่งเงินทุนหลัก รวมถึงใช้เงินกู้ยืมเพื่อซื้อกิจการ (Acquisition Loan) จึงส่งผลให้บริษัทฯ มีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E radio) อยู่ที่ระดับ 4.0 เท่า และ 3.3 เท่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554 และ 30 มิถุนายน 2555 ตามลำดับ ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูง นอกจากนี้ โครงการที่บริษัทฯ ลงทุนพัฒนาจะถูกบันทึกบัญชีเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนในขณะที่แหล่งเงินทุน ในส่วนที่เป็นเจ้าหนี้การค้าจะถูกบันทึกบัญชีเป็นหนี้สินหมุนเวียนและถือ เป็นรายการที่สำคัญของหนี้สินหมุนเวียนในงบการเงินรวมของบริษัทฯ และมีผลต่ออัตราส่วนสภาพคล่องของบริษัทฯ โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554 และ 30 มิถุนายน 2555 บริษัทฯ มีอัตราส่วนสภาพคล่อง เท่ากับ 0.66 เท่า และ 0.20 เท่า ตามลำดับ ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำ โดยหากพิจารณาจากอัตราส่วนทางการเงินดังกล่าวจะเห็นว่า บริษัทฯ อาจจะมีความเสี่ยงทั้งในส่วนความสามารถในการชำระหนี้และสภาพคล่องซึ่งกาจส่ง ผลกระทบกับการจัดหาเงินทุนในอนาคต

ในส่วนสภาพคล่อง หากการพิจารณาอัตราส่วนสภาพคล่องแล้วจะเห็นว่าค่อนข้างต่ำอันเนื่องมาจาก ภาระเจ้าหนี้การค้าที่เกิดขึ้นและถือเป็นหนี้สินหมุนเวียนตามที่กล่าวข้าง ต้น อย่างไรก็ตามรูปแบบในการหาเงินลงทุนของบริษัทฯ จะมีการวางแผนการจัดหาแหล่งเงินทุนไว้ล่วงหน้าโดยมีส่วนของทุนและการขอเงิน กู้เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงการ (Project Finance) จากสถาบันการเงินไว้ล่วงหน้า โดยเมื่อเจ้าหนี้การค้าถึงกำหนดต้องชำระบริษัทฯ จะสามารถนำเงินสดมาชำระ หรือเบิกเงินกู้มาชำระและทำให้แหล่งเงินทุนนี้ถูกบันทึกบัญชีเป็นหนี้สินไม่ หมุนเวียนซึ่งไม่กระทบต่ออัตราส่วนสภาพคล่องของบริษัทฯ

โดยปกติการพัฒนาโครงการฯ มีแหล่งเงินทุนหลักคือ กระแสเงินสดส่วนที่เหลือจากการดำเนิน และ Project Finance กับทางสถาบันการเงิน โดยรายได้ค่าเช่าและค่าบริการที่บริษัทฯ จะได้รับจากการดำเนินโครงการในอนาคตจะสามารถนำมาผ่อนชำระคืนหนี้เงินกู้ยืม ระยะยาว ตามระยะเวลาที่สอดคล้องกัน ซึ่งส่งผลให้โครงการแต่ละโครงการของบริษัทฯ สามารถจ่ายชำระคืนหนี้ได้เมื่อพัฒนาแล้วเสร็จและรับรู้รายได้ ซึ่งพิจารณาการชำระหนี้แต่ละโครงการทั้งที่ผ่านมาและตามแผนการในอนาคตจะเห็น ได้ว่าบริษัทฯ ไม่มีปัญหาในการชำระหนี้ แต่เนื่องจากการเติบโตที่รวดเร็วและการซื้อกิจการซึ่งใช้แหล่งเงินทุนส่วน ใหญ่เป็นเงินกู้ตามที่กล่าวข้างต้นอัตราส่วนหนี้ต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของ บริษัท ในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างสูง

อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ได้ตระหนักถึงโครงสร้างเงินทุนในปัจจุบันและมีแผนการลดภาระหนี้สินที่ชัดเจน ทั้งในแผนการขายสินทรัพย์ให้แก่กองทุนรวม ภายใน ไตรมาส 4 ปี 2555 หรือ ไตรมาส 1 ปี 2556 เพื่อนำเงินมาชำระหนี้เงินกู้สถาบันการเงินและกำไรที่ได้จากการขายทรัพย์สิน จะเพิ่มสัดส่วนทุนของบริษัทฯ ซึ่งแผนในการขายสินทรัพย์ให้แก่กองทุนรวมฯ ครั้งนี้มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง โดยเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2555 กองทุนรวมฯ มีมติอนุมัติลงทุนในสินทรัพย์ของกลุ่มบริษัทฯ จำนวนไม่เกิน 2,100 ล้านบาท ประกอบกับการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนในครั้งนี้จะช่วยปรับโครง สร้างเงินทุนของบริษัทฯ ให้มีความสมดุลมากขึ้น ดังนั้นทั้งการขายทรัพย์สินให้กองทุนรวมฯ และการขายหุ้นสามัญดังกล่าวจะส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของทุนของ บริษัทลดลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะเวลาอันใกล้






"อย่าไปรับมีด มันเสียเวลา สู้วิ่งหารถที่กำลังจะออกตัว รวยเร็วกว่า สบายจุงเบย"
"การจะเอาชนะตลาดได้อยู่ที่รอจังหวะอย่างอดทน ไม่ใช่ความเร็ว"
"สิ่งสำคัญสำหรับเม่าคือ ผสมผสานสภาพคล่องและความสามารถในการทำกำไร"
"เลือกกองทุนถูกกอง ก็เหมือนเอารถแข่ง มาลงสนามแข่งกับรถบ้าน 555 "


"ทองคำ, น้ำมัน, หุ้น, ตราสารหนี้, กองทุนรวม, กองทุนอสังหาฯ การลงทุนมีความเสียว ผู้สนใจควรเข้าฟังสัมมนา ก่อนกระจายการลงทุน ควรทำความเข้าใจไซเคิลของทรัพย์สินเสี่ยง อย่าปฏิเสธทางเลือกความมั่งคั่งรอบๆตัวเรา เพื่อความมั่งคั่งอย่างมั่นคง"

ตอนที่ 1 ชีวิตคือการลงทุน :
http://pantip.com/topic/30847468
ตอนที่ 2 คุณเป็นผู้ลงทุนประเภทไหน :
http://pantip.com/topic/30847493
ตอนที่ 3 วิถีการลงทุน...คุณเลือกได้http://pantip.com/topic/30848733
ตอนที่ 4 จัดพอร์ตการลงทุนตามวัย
http://pantip.com/topic/30848740
ตำราวิเคราะห์กราฟทางเทคนิคโดยวิธีต่างๆ โดย อ.สุรชัย รังสินันท์
http://./index.php?topic=301.0
พื้นฐานการลงทุน หุ้น, กองทุนรวม, ตราสารหนี้, ฟิวเจอร์ ฯ http://www.tsi-thailand.org/index.php?option=com_content&task=view&id=177&Itemid=171&limit=1&limitstart=1
กระต่ายทอง
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 3040
คติพจน์: Kemika Jang
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:
focus_p พิมพ์ว่า:
กระต่ายทอง พิมพ์ว่า:

จากการรวบรวมของ Money Channel บริษัทหลักทรัพย์ต่าง ๆ ให้กรอบการลงทุนทางด้านเทคนิคและหุ้นแนะนำในวันพรุ่งนี้ดังนี้
บล.ซีไอเอ็มบี(ไทย) ให้กรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีไว้ที่ 1,280-1,290 จุด แนะลงทุนหุ้น INTUCH/ADVANC

:02 ขอบคุณค่ะ ต่ายจัง.. มาชมงบงามๆ ของอินทัชกันนะคะ :06


คลิ๊กเลยค่ะ------>>> http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I12925431/I12925431.html

ความคืบหน้า 3g ล่าสุด (13 พ.ย.เวลา23.35น.)http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I12927000/I12927000.html
:06 :06 :06 :06 :06 :06 :06 :06 :06 :06


Good Morning News 14 พฤศจิกายน 2555 - วรวรรณ ธาราภูมิ

ยูโรโซนเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการลดขาดดุลงบประมาณของกรีซลงให้เหลือ 2% ของ GDP ออกไปอีก 2 ปี จากปี 2014 เป็น ปี 2016 และให้คำมั่นที่จะดำเนินการให้กรีซสามารถเป็นสมาชิกของยูโรโซนต่อไป ส่วนการพิจารณาอนุมัติเงินกู้งวดใหม่ให้กรีซจำนวน 32.6 พันล้านยูโรถูกเลื่อนไปเป็นวันที่ 20 พ.ย.นี้

องค์การความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) รายงานดัชนีชี้วัดโดยรวม (CLI) ของเดือน ก.ย. ซึ่งมีสัญญาณเบื้องต้นว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจของ แคนาดา จีน และ สหรัฐ ค่อนข้างมีเสถียรภาพ แม้แต่อิตาลีก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเช่นกัน แต่ประเทศอื่นในยูโรโซน รวมทั้งฝรั่งเศสและเยอรมันจะยังมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง

ZEW รายงานตัวเลขความเชื่อมั่นของนักลงทุนเยอรมนีเดือน พ.ย.อยู่ที่ -15.7 จุด ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ -11.5 จุด สะท้อนว่า นักลงทุนสถาบันมีมุมมองเชิงลบมากขึ้นต่อเศรษฐกิจเยอรมัน เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจหดตัวต่อเนื่องในภูมิภาคยุโรป ซึ่งติดลบมา 6 เดือนติดต่อกันแล้ว

สถาบันผู้สำรวจที่ได้รับอนุญาตของอังกฤษ (RICS) รายงานว่า ราคาบ้านในอังกฤษเริ่มมีเสถียรภาพในเดือน ต.ค. โดยดัชนีการประเมินราคาบ้านเพิ่มขึ้นเป็น -7 จาก -14 ในเดือนก่อนหน้า ติดลบน้อยที่สุดนับแต่กลางปี 2553 ซึ่งคาดว่าเป็นผลจากการผ่อนคลายการปล่อยสินเชื่อของธนาคารต่างๆ และอัตราดอกเบี้ยจำนองที่ปรับลดลง

มูดีส์ คาดว่า ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีบารัค โอบามา และสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐที่มีพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากจะบรรลุข้อตกลงกันเกี่ยวกับมาตรการภาษีและรายจ่ายของรัฐบาล แต่การเจรจาอาจจะยืดเยื้อไปจนถึงปีหน้า ซึ่งถ้ายืดเยื้อจริงก็จะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาสแรก นอกจากนี้ ยังคาดการณ์ว่าหนี้สาธารณะของสหรัฐจะขึ้นไปแตะเพดานในปลายปีนี้ เมื่ออิงกับการใช้จ่ายของรัฐบาลในปัจจุบัน

สำนักงานพลังงานสากล (IEA) คาดการณ์ว่าสหรัฐจะก้าวขึ้นเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกภายในปี 2563 แซงหน้าซาอุดิอาระเบีย เนื่องจากผลผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของสหรัฐขยายตัวขึ้นอย่างมากจากการพัฒนาเทคโนโลยีขุดเจาะแบบใหม่ ซึ่งจะทำให้ภาวะขาดแคลนของแหล่งพลังงานทั่วโลกผ่อนคลายลงในอนาคต และสหรัฐจะพึ่งพาแหล่งพลังงานในประเทศของตนเองได้เป็นส่วนใหญ่

เมนสตรีม รีนิวเอเบิล พาวเวอร์ ผู้พัฒนาพลังงานหมุนเวียนระดับโลก เตรียมก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลมและแสงอาทิตย์ในวงเงินลงทุนมากกว่า 500 ล้านยูโร โดยประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานลมกำลังผลิต 138 เมกะวัตต์และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 100 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ รัฐบาลแอฟริกาใต้มีวิสัยทัศน์ที่จะให้แอฟริกาใต้เป็นแหล่งผลิตพลังงานหมุนเวียนที่สำคัญของโลก

เนชันแนล ออสเตรเลีย แบงก์ (NAB) รายงานภาวะแวดล้อมทางธุรกิจของออสเตรเลียในเดือน ต.ค.ว่าลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 3 ปี โดยกิจกรรมทางธุรกิจทั้งในส่วนของภาคค้าส่ง การผลิต และการก่อสร้าง ล้วนแต่อ่อนตัวลงมากเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

เจียง เหว่ยซิน รัฐมนตรี ก.ที่อยู่อาศัยฯ ของจีน เปิดเผยว่า จีนจะเริ่มก่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัยราคาถูกอีกประมาณ 6 ล้านยูนิตในปีหน้า และกำลังศึกษาเรื่องการขยายโครงการนำร่องในการจัดเก็บภาษีอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ โดยจะยังไม่ผ่อนปรนมาตรการคุมเข้มการซื้อบ้านในระยะใกล้นี้

ม.หอการค้าไทย คาดว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยในไตรมาส 4 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในไทยในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 20.6 ล้านคน ในขณะที่คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวในปีหน้าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 22.4-22.6 ล้านคน และจะนำรายได้เข้าประเทศประมาณ 1 ล้านล้านบาท


SET Index ปิดที่ 1,289.07 จุด ลดลง 5.43 จุด หรือ 0.42% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 38,857 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 3,921 ล้านบาท โดยตลาดหุ้นเคลื่อนไหวในแดนลบเกือบตลอดทั้งวัน โดยผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 3/55 ที่ประกาศออกมาแล้วส่วนใหญ่เป็นไปตามที่ตลาดคาดหรือแย่กว่า จึงมีแรงขายทำกำไรออกมาบ้าง ในขณะที่ตลาดหุ้นในต่างประเทศยังถูกกดดันจากประเด็น Fiscal Cliff ของสหรัฐ รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจยุโรปที่ย่ำแย่ต่อเนื่อง


อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในช่วงระหว่าง -0.01% ถึง 0.01% โดยผลตอบแทนของรุ่นอายุ 1 ถึง 10 ปีปรับตัวลดลง ส่วนในรุ่นอายุคงเหลืออื่นๆ ปรับเพิ่มขึ้น และในวันนี้จะมีการประมูลพันธบัตรรัฐบาล 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นอายุ 11 ปี และรุ่น 10 ปีที่อัตราดอกเบี้ยแปรผันตามอัตราเงินเฟ้อ เป็นวงเงินรวมทั้งสิ้น 20,500 ล้านบาท


Jim Rogers อย่าลงทุนในอะไรเลยนอกจากคุณจะรู้จักมันจริงๆ ไม่ต้องไปฟังแล้วทำตามที่คนในรายการทีวีบอก แม้คนๆ นั้นจะเป็นผม คุณต้องอยู่กับสิ่งที่คุณรู้จักและเข้าใจเท่านั้น แม้ว่ามันจะเป็นแค่การฝากเงินในแบงค์ก็ตาม

Marc Faber ประวัติศาสตร์มักซ้ำรอยเสมอ ในโลกประชาธิปไตย มันเริ่มด้วยความตั้งใจที่ดี แต่แล้วอำนาจก็ไปรวมศูนย์อยู่ที่คน 2-3 คน และในที่สุดก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างสันติด้วยการปฏิรูป หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องด้วยการปฏิวัติ



<<ผู้ไม่รู้คุณค่าของผู้คนรอบข้าง จะได้รับการตอบโต้กลับด้วยการไร้ญาติขาดมิตร>>
กระต่ายทอง
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 3040
คติพจน์: Kemika Jang
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:
14/11/2012 รอบด้านตลาดหุ้น Detail

Brief : มุมมองตลาด:
ตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวในช่วงการซื้อขายตามกรอบ 1280-1300 จุด กุญแจสำคัญคือเรื่องการเมืองของสหรัฐฯหากสภาผู้แทนราษฎรปฏิเสธการเพิ่มเพดานหนี้ของรัฐบาลอาจก่อให้เกิดการปรับลดการใช้จ่ายของรัฐบาลกลางและภาษีที่สูงขึ้นภายในต้นปีหน้าคาดจะส่งผลให้ตลาดหุ้นจะปรับตัวลดลงใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ในมุมมองทางเทคนิคเราให้ความระมัดระวังเนื่องจากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลก ทำให้นักลงทุนขายสินทรัพย์เสี่ยงและเข้าซื้อสกุลเงินที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวผลให้เครื่องมือทางเทคนิคตัดลงเกิดสัญญาเชิงลบ อีกจุดที่สำคัญคือเรื่องของทิศทางกระแสเงินลงทุน ภาพโดยรวมพบว่านักลงทุนกลับเข้าถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ เมื่อเทียบกับสกลุเงินเอเชียอ่อนค่าลงไป ตลาดพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี Yield ลดลง (ราคาพันธบัตรเพิ่มสูงขึ้น) ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลง มุมมองตลาดหากดูจากเรื่องของกระแสเงินลงทุนยังไม่พบการเปลี่ยนแปลง ยังคงเห็นภาพเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นและเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อย จึงยังมองว่าทิศทางตลาดยังมีช่องว่างการปรับตัวลงได้อีก ประเมินแนวโน้มตลาดหากหลุดแนวรับสำคัญ 1280 มองแนวรับถัดไป ไว้ที่ 1250-1260จุด

แนวทางการลงทุน:แนะนำ “Selective buy” หุ้น MINTและ MAJOR แต่แนะนำขายทำกำไร TOP BANPU JMARTและ THAI
Recommend : LH (ซื้อ/ราคาเป้าหมาย 10.00 บาท), SC (ซื้อ/ราคาเป้าหมาย 24.00 บาท), SITHAI (ซื้อ/ราคาเป้าหมาย 35.00 บาท),HEMRAJ (ซื้อ/ราคาเป้าหมาย 4.10 บาท)
13/11/2012 Commodity Futures Detail

Brief :
กลยุทธ์การลงทุน

Recommend :
Gold

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวขึ้น ปิดทรงตัวที่ 1,730.9 เหรียญ แต่ได้ปรับตัวลดลงแตะบริเวณ 1,725 เหรียญในเช้าวันนี้ ถึงแม้ว่าจะมีการรายงานว่าความต้องการทองคำในอินเดียปรับตัวเพิ่มขึ้นในเทศกาลทิวาลัย ซึ่งเริ่มขึ้นในช่วงต้นเดือนพ.ย. และเป็นเทศกาลที่ชาวอินเดียซื้อทองคำในปริมาณมากที่สุดก็ตาม แต่เนื่องจากเมื่อวานนี้เป็นวันหยุดเนื่องในวันทหารผ่านศึก การซื้อขายจึงไม่ค่อยมีประเด็นใดๆมาเป็นแรงผลักดันราคาทองคำมากนัก
แม้ราคาทองคำจะอ่อนตัวลง แต่ปริมาณการซื้อขายไม่มากนัก จึงไม่มีนัยะเท่าไร อย่างไรก็ตามเมื่อคืนเราแนะนำให้ปิดสถานะ Long ถ้าหลุด 1728 เหรียญ และดัชนีดอลลาร์ค่อยๆทะลุ 81 จุดจึงมีแรงกดดันอยู่พอสมควร แต่คาดว่าราคาทองคำน่าจะยืนเหนือ 1700 เหรียญได้จากแนวนโยบายของสหรัฐที่ยังอัดฉีดสภาพคล่องอย่างต่อเนื่องแนวรับน่าจะอยู่ในช่วง 1715-1720 เหรียญ โดยแนะนำให้หาจังหวะในการเข้า Long อีกครั้งในช่วงราคาดังกล่าว
Oil

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ปิดปรับตัวลดลง 33 เซนต์ หรือ 0.3% ปิดที่ 109.07 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 108.56-110.39 ดอลลาร์ โดยประเด็นในตลาดการซื้อขายยังคงเป็นประเด็นเดิมๆ ทั้งภาวะหน้าผาการคลังฝั่งของสหรัฐ และอนุมัติเงินกู้งวดใหม่แก่กรีซ ส่วนตัวเลขสต็อกน้ำมันประจำสัปดาห์ สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) จะรายงานในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งล่าช้ากว่าปกติ 1 วัน เนื่องจากหน่วยงานราชการสหรัฐปิดทำการในวันจันทร์ที่ 12 พ.ย. เนื่องในวันทหารผ่านศึก
เรามองว่าตลาดในขณะนี้ยังไม่มีประเด็นใหม่ใด ยังเป็นเรื่อง Fiscal Cliff และการปล่อยกู้ให้กรีซ ถ้าจบเรืองกรีซ ก็มาเรื่องสเปนอีก เรามองว่าตลาดเริ่มซับซับประเด็นดังกล่าวไปมากแล้ว รวมถึงคาดการณ์กันไปก่อนมากแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง รอแค่ให้เกิดผลตามคาดหรือมีอะไรผิดจากคาดหรือไม่ ฉะนั้นคาดว่าราคาน้ำมันยังจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบเพราะยังไม่มีอะไรคืบหน้ามากนัก แนะนำรอซื้อที่แนวรับ แนวรับที่ 105-106 เหรียญ แนวต้านที่ 110-111 เหรียญ



<<ผู้ไม่รู้คุณค่าของผู้คนรอบข้าง จะได้รับการตอบโต้กลับด้วยการไร้ญาติขาดมิตร>>
กระต่ายทอง
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 3040
คติพจน์: Kemika Jang
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:
***หุ้นโค้งสุดท้าย...เน้นถือเงินสด
วันเผยแพร่ | |
ดัชนี SET วันนี้ปิดอยู่ที่ระดับ 1,279.29 จุด ลดลง 9.78 จุด หรือ 0.76% มูลค่าการซื้อขาย 33,522.72 ล้านบาท

- นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ +1,262.81 ล้านบาท
- บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ -367.08 ล้านบาท
- นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ -1,568.70 ล้านบาท
- นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ +672.97 ล้านบาท


นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรี บอกในรายการหุ้นโค้งสุดท้ายว่า ช่วงนี้แนะนำเน้นถือเงินสด หลังวานนี้ดัชนี SET ปรับตัวลดลงเส้นค่าเฉลี่ย 25 วันลงมา ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนระยะสั้นว่า SET จะปรับฐานลงต่อ โดยวันนี้ SET ปรับตัวลดลงค่อนข้างแรงและอาจจะมากกว่าที่นักลงทุนคาดการณ์ ซึ่งถ้าดูภาพทางเทคนิคยังมีความกังวล SET อาจจะปรับตัวลดลงได้ต่อ ส่วนภาพในประเทศนั้น บริษัทจดทะเบียนทยอยประกาศผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/55 เกือบหมดแล้ว ทำให้ปัจจัยในประเทศไม่มีข่าวใหม่เข้ามา

ส่วนปัจจัยต่างประเทศยังไม่ชัดเจนเรื่องการแก้ปัญหา Fiscal Cliff และปัญหากรีซ มีกระแสว่าอาจไม่สามารถชำระหนี้

นายธนเดช บอกต่อว่า ภาพทางเทคนิคยังมีความเสี่ยง ฉะนั้นนักลงทุนระยะ 3-6 เดือน แนะนำ wait&see รอดูความชัดเจนจากต่างประเทศ ก่อน หรือหาก SET ปรับตัวเพิ่มขึ้น แนะทยอยขาย ทั้งนี้หากวันพรุ่งนี้หุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น มองว่าเป็นเพียงการรีบาวด์ทางเทคนิค แนะให้ทยอยขายทำกำไร โดยให้แนวรับวันพรุ่งนี้ไว้ที่ 1,270 จุด


จากการรวบรวมของ Money Channel บริษัทหลักทรัพย์ต่าง ๆ ให้กรอบการลงทุนทางด้านเทคนิคและหุ้นแนะนำในวันพรุ่งนี้ดังนี้
บล.ซีไอเอ็มบี(ไทย) ให้กรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีไว้ที่ 1,278-1,285 จุด แนะลงทุนหุ้น TRC
บล.คันทรี่ กรุ๊ป ให้กรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีไว้ที่ 1,272-1,290 จุด แนะลงทุนหุ้น RML
บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย)ให้กรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีไว้ที่ 1,270-1,290 จุด แนะลงทุนหุ้น SCCC
บล.ไอร่า ให้กรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีไว้ที่ (1,270-1,220)-N/A จุด
บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย) ให้กรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีไว้ที่ 1,270-(1,290-1,300)จุด แนะลงทุนหุ้น UNIQ

ติดตาม หุ้นโค้งสุดท้าย ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 16.20 น. ทาง Money Channel



<<ผู้ไม่รู้คุณค่าของผู้คนรอบข้าง จะได้รับการตอบโต้กลับด้วยการไร้ญาติขาดมิตร>>
กระต่ายทอง
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 3040
คติพจน์: Kemika Jang
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:
Set50---> 14/11/2012


Set sectors
14/11/2012





นักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ 1,568.70 ล้านบาท




<<ผู้ไม่รู้คุณค่าของผู้คนรอบข้าง จะได้รับการตอบโต้กลับด้วยการไร้ญาติขาดมิตร>>
กระต่ายทอง
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 3040
คติพจน์: Kemika Jang
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:


Good Morning News จาก กองทุนบัวหลวง

15 พฤศจิกายน 2555

General News

• ดัชนีราคาผู้บริโภคของฝรั่งเศสเดือน ต.ค.เพิ่มขึ้น 0.2%จากเดือนก่อน โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการปรับขึ้นของราคายาสูบและมีแรงหนุนจากการปรับราคาอาหารสด

• อัตราว่างงานในอังกฤษลดลงสู่ 7.8% ในไตรมาส 3 จาก 8% ในไตรมาส 2 โดยมีผู้ตกงาน 2.51 ล้านคนในไตรมาส 3 ลดลง 49,000 คนจากไตรมาส 2 ซึ่งเป็นสัญญาณดีขึ้นแต่ยังไม่น่าพอใจ รัฐบาลจึงยังต้องทำงานหนักเพื่อให้ประชาชนกลับมามีงานทำอีกครั้ง

• ดัชนีราคาผู้ผลิตของสหรัฐเดือน ต.ค.ลดลง 0.2% จากเดือน ก.ย. โดยเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 5 เดือน จากราคารถยนต์และราคาพลังงานที่อ่อนแรงลง ส่วนราคาอาหารยังปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง

• ยอดค้าปลีกของสหรัฐเดือน ต.ค.ลดลงเกินคาดถึง 0.3% จากผลกระทบของเฮอริเคนแซนดี้ ที่ทำให้ร้านค้าปลีกหลายแห่งต้องปิดและมียอดขายลดลง ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดว่าเดือน พ.ย.จะฟื้นตัวเนื่องจากผู้ได้รับผลกระทบจากพายุจะกลับมาซื้อเครื่องใช้ในบ้านและเสื้อผ้ามากขึ้น (ยอดค้าปลีกเป็นมาตรวัดการใช้จ่ายผู้บริโภคที่สำคัญอย่างหนึ่ง และมีสัดส่วน 2 ใน 3 ของอุปสงค์ทางเศรษฐกิจ)

• ก.การคลังสหรัฐ เปิดเผยว่า รัฐบาลกลางขาดดุลงบประมาณ 120 พันล้านดอลลาร์ในเดือน ต.ค. เพิ่มขึ้น 22% โดยมีรายได้ 184.3 พันล้านดอลลาร์และมีรายจ่าย 304.3 พันล้านดอลลาร์

• ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ย. ของออสเตรเลียเพิ่มขึ้นสู่ 104.3 จาก 99.2 ในเดือนต.ค. แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย.ปีก่อน เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มมีมุมมองที่ดีขึ้นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและออสเตรเลียในช่วง 12 เดือนข้างหน้า และจากการที่ ธ.กลางออสเตรเลียลดอัตราดอกเบี้ยไปหลายครั้ง (ดัชนีที่ลูงกว่า 100 แสดงว่าผู้บริโภคมีมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ)

• รายได้การคลังของจีนเดือน ต.ค.เพิ่มขึ้น 13.7% สู่ 1.0444 ล้านล้านหยวน สูงกว่าเดือน ก.ย.ที่ 11.9% เป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพและตัวเลขฐานในระดับต่ำในปีที่แล้ว

• รองประธานาธิบดี ซื่อ จินผิง และ รองนายกรัฐมนตรี หลี่ เค่อเฉียง ของจีนได้รับการแต่งตั้งให้กลับเข้าดำรงตำแหน่งในพรรคคอมมิวนิสต์ เพื่อปูทางสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

• ยอดเกินดุลการค้าเดือน ต.ค. ของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 3.73 พันล้านดอลลาร์ จาก 2.91 พันล้านดอลลาร์ในเดือน ก.ย. เป็นผลจากจีนมีความต้องการสินค้าอย่างแข็งแกร่ง ทำให้การส่งออกดีดตัวขึ้น ขณะที่การส่งออกไปยังกลุ่มอาเซียนและอียูก็เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ไอทีและอุปกรณ์สื่อสาร

• อัตราการว่างงานของเกาหลีใต้เดือน ต.ค.อยู่ที่ 2.8% ลดลง 0.1% จากเดือนก่อนหน้า จากการสร้างงานที่แข็งแกร่งของภาคการผลิต

• ดัชนีราคาผู้ผลิตของอินเดียเดือน ต.ค.อยู่ที่ 7.45% จาก 7.81%ในเดือนก่อนหน้า ต่ำสุดในรอบ 8 เดือน จากเศรษฐกิจที่ขยายตัวชะลอลง

• ธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย คาดการณ์ว่า GDP ปีหน้าจะเติบโต 5% โดยไทยจะฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่หลังจากน้ำท่วมเมื่อปลายปีก่อน

ส่วนการส่งออกจะขยายตัว 10%-12% โดยผู้ประกอบการขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดใหม่มากขึ้น และตลาดในประเทศคู่ค้าหลักก็ยังเติบโตได้ดี และคาดว่าอัตราเงินเฟ้อปีหน้าจะอยู่ที่ 3% เนื่องจากแรงกดดันจากราคาน้ำมันโลกลดลงตามความต้องการใช้น้ำมันโลกที่ชะลอตัวลงตามสภาพเศรษฐกิจ

• โตโยต้ามอเตอร์ เรียกคืนรถยนต์รุ่น Prius Hybrid, Corolla Wish และรุ่นที่ผลิตในญี่ปุ่นระหว่างปี 2000 ถึงปีก่อน รวม 2.77 ล้านคันทั่วโลก เพราะพบข้อบกพร่องที่เพลาล้อซึ่งอาจก่อให้เกิดการทำงานผิดพลาด

• ธปท. เปิดเผยว่า แม้กระแสเงินทุนมีแนวโน้มไหลเข้าไทย แต่เชื่อว่ายังไม่กระทบต่อค่าเงินบาทและราคาหุ้นมากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจของไทยและภูมิภาคแม้จะยังขยายตัวแต่ก็อยู่ในอัตราที่ชะลอตัวลง ทำให้โอกาสในการหาประโยชน์จากการลงทุนลดน้อยลง

• ผบ.ตร. เตรียมเสนอให้รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เพื่อดูแลการชุมนุมของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม ซึ่งทราบว่าได้รับทุนสนับสนุนจากกลุ่มทุน 6,000 ล้านบาทให้ล้มล้างรัฐบาล

• ธปท.รายงานว่า ยอดสินเชื่อส่วนบุคคล ณ สิ้นเดือน ก.ย. มีจำนวน 9.53 ล้านบัญชี พุ่งขึ้นถึง 2.4 แสนล้านบาท โดยมียอดค้างชำระเกิน 3 เดือนทะยานขึ้นถึง 37.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน

Equity Market

• SET Index ยังคงแกว่งตัวต่อเนื่องต่อจากเมื่อวานนี้ โดยผู้ลงทุนยังมีความกังวลต่อปัจจัยต่างประเทศเรื่องการแก้ปัญหา Fiscal Cliff ของสหรัฐและการแก้ปัญหาหนี้ยุโรป โดยไปปิดที่ 1,279.29 จุด ลดลง 9.78 จุด หรือ 0.76% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 33,522.72 ล้านบาท ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิวันนี้ 1,568.70 ล้านบาท

• ช.การช่าง ได้เป็นผู้รับจ้างก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ โดย รฟม. คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ต้นปีหน้า 2556 และจะเปิดให้บริการได้ในปี 2560

• กรรมการและผู้จัดการ ตลท. ระบุว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวได้ในไตรมาส 2 ปีหน้าโดยอาศัยการเติบโตของกลุ่ม BRIC เป็นตัวขับเคลื่อน

ส่วน บล. ทิสโก้ มองว่าสหรัฐจะฟื้นตัวได้ในปลายปีหน้าโดยยังขยายตัวได้ 2%-3% โดยจะพ้นจากปัญหาเศรษฐกิจถดถอยได้เพราะราคาบ้านเริ่มดีขึ้น ว่างงานลดลง และ Fiscal Cliff เป็นเพียงตัวถ่วงต่อเศรษฐกิจเท่านั้น ส่วนยุโรปหลายประเทศฐานะยังไม่ดีขึ้น ต้องใช้เวลาแก้ไข และจีนถึงจุดต่ำสุดแล้วโดยจะเติบโตดีขึ้นจนขยายตัวได้ถึง 8% ส่วน GDP ไทยปีนี้ขยายตัว 5.5% และปีหน้า 4.5% โดยส่งออกจะขยายตัวได้ 7% จาก 5% ในปีนี้เพราะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าปรับตัวดีขึ้น

Fixed Income Market

• อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเปลี่ยนแปลงในช่วงระหว่าง 0.00% ถึง 0.10% โดยผลตอบแทนของรุ่นอายุมากกว่า 7 ปี เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
เลิกชอบ ·



<<ผู้ไม่รู้คุณค่าของผู้คนรอบข้าง จะได้รับการตอบโต้กลับด้วยการไร้ญาติขาดมิตร>>
กระต่ายทอง
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 3040
คติพจน์: Kemika Jang
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:
สรุปข่าวรอบโลก

หลังทุกฝ่ายยังกังวลกับปัญหา Fiscal cliff ของสหรัฐ (รู้สึกเหมือนพิมพ์หัวข้อนี้ซ้ำมาหลายวันมาก ทั่วโลกยังกังวลแต่เรื่องนี้) ประกอบกับการประท้วงแผนรัดเข็มขัดทั่วยุโรป

US

(+) ดัชนีราคาผู้ผลิต ลดลง 0.2% เดือน ต.ค.

(-) ยอดค้าปลีก เดือน ต.ค. ลดลง เล็กน้อยที่ 0.3%

(-) ตลาดทุนสหรัฐ ยังคงถูกกดดัน จากเรื่อง Fiscal cliff มาตั้งแต่หลังเลือกตั้ง เพราะถ้าไม่มีการเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยง การลดลงของค่าใช้จ่ายภาครัฐ และการเพิ่มขึ้นของภาษี จำนวนมหาศาล เศรษฐกิจสหรัฐอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยได้

EU

(-) ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม EU โดยรวม ลดลงมากที่สุดในรอบ 4 ปี เมื่อเดือน ก.ย. ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจอยู่ยูโร ในไตรมาสที่เหลือจะยังคงถดถอยต่อเนื่อง

(-) ดัชนีภาวะเศรษฐกิจเยอรมัน เดือน พ.ย. ลดลงมา อยู่ที่ -15.7 จุด จาก -11.5 จุด เมื่อเดือน ต.ค. ตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอในระยะหลัง ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า ในที่สุด เยอรมัน ก็เริ่มรู้สึกถึงผลกระทบ จากวิกฤติหนี้ยูโรโซน บางคนกลัวถึงขนาดว่าจะเข้าสู่ภาวะถดถอยด้วยซ้ำ

(-) มีการชุมนุมประท้วงแผนลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มภาษี ในยุโรปหลายประเทศ ที่สเปนและโปรตุเกส การประท้วงทำให้ การขนส่งและโรงเรียน ต้องหยุดทำการ ส่วนในกรีซและอิตาลี ก็ประท้วงหยุดงานเช่นกัน

(-) สภายุโรป ปฏิเสธ ที่จะคุยเรื่องงบประมาณ EU ปี 2013 กับทางรัฐบาล EU หากไม่ยอมอนุมัติ งบประมาณเพิ่มเติมของปีนี้ มูลค่า 9 พันล้านยูโร เสียก่อน

(-) ธนาคารกลางอังกฤษ เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค เดือน ต.ค. อยู่ที่ เพิ่ม 2.7% มากกว่าเดือนที่แล้วที่ 2.2% เนื่องจาก ค่าเรียนมหาวิทยาลัย แพงขึ้น

Asia
-

ที่มาhttp://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=37796



<<ผู้ไม่รู้คุณค่าของผู้คนรอบข้าง จะได้รับการตอบโต้กลับด้วยการไร้ญาติขาดมิตร>>
กระต่ายทอง
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 3040
คติพจน์: Kemika Jang
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:
World Markets: สรุปภาวะตลาดหุ้น น้ำมัน ทองคำ และตลาดเงินต่างประเทศ


ข่าวต่างประเทศ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน 2555 07:53:12 น.
ตลาดหุ้นยุโรปปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (14 พ.ย.) โดยดัชนี Stoxx Europe 600 ร่วงลงหนักสุดในรอบ 6 ปี เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับวิกฤตเศรษฐกิจของยูโรโซน หลังจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยว่าผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของยูโรโซนหดตัวลงในเดือนก.ย. อันเป็นผลมาจากปัญหาหนี้สาธารณะ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากผลประกอบการที่อ่อนแอของบริษัทเอกชนหลายแห่งของยุโรป

ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 3400.02 จุด ลบ 30.58 จุด ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 7101.92 จุด ลบ 67.20 จุด ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 5722.01 จุด ลบ 64.24 จุด

-- ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงอย่างหนักเมื่อคืนนี้ (14 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงวิตกกังวลว่าสหรัฐจะเผชิญกับภาวะหน้าผาการคลัง ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐถดถอยอย่างรุนแรง นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากรายงานยอดค้าปลีกที่หดตัวลงของสหรัฐ

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ร่วงลง 185.23 จุด หรือ 1.45% ปิดที่ 12,570.95 จุด ดัชนี S&P 500 ลดลง 19.04 จุด หรือ 1.39% ปิดที่ 1,355.49 จุด และดัชนี Nasdaq ลดลง 37.08 จุด หรือ 1.29% ปิดที่ 2,846.81 จุด

-- สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเหนือระดับ 1,730 ดอลลาร์/ออนซ์เมื่อคืนนี้ (14 พ.ย.) เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าผิดหวังของสหรัฐ และเหตุการณ์ไม่สงบในตะวันออกกลาง ได้กระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย

สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค.เพิ่มขึ้น 5.3 ดอลลาร์ หรือ 0.31% ปิดที่ 1,730.1 ดอลลาร์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 1720.50 - 1734.10 ดอลลาร์

สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค.เพิ่มขึ้น 39.3 เซนต์ ปิดที่ 32.88 ดอลลาร์/ออนซ์
สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนม.ค.ปิดที่ 1591.60 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 5.20 ดอลลาร์ และสัญญาพัลลาเดียมเดือนธ.ค.ปิดที่ 641.55 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 4.95 ดอลลาร์

-- สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (14 พ.ย.) เพราะได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และสถานการณ์ที่ตึงเครียดในตะวันออกกลาง

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค.เพิ่มขึ้น 94 เซนต์ หรือ 1.1% ปิดที่ 86.32 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 84.93-86.65 ดอลลาร์

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนธ.ค.ที่ตลาดลอนดอน พุ่งขึ้น 1.35 ดอลลาร์ หรือ 1.2% ปิดที่ 109.61 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 107.80-110.35 ดอลลาร์

-- สกุลเงินยูโรขยับขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (14 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเข้ามาช้อนซื้อเก็งกำไรสกุลเงินยูโร หลังจากที่ยูโรร่วงลงอย่างหนักในช่วงก่อนหน้านี้ ภายหลังจากที่ประชุมรัฐมนตรีคลังกลุ่มยูโรกรุ๊ปไม่สามารถหาข้อสรุปในการให้ความช่วยเหลือกรีซ

ค่าเงินยูโรขยับขึ้น 0.25% แตะที่ 1.2734 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับของวันอังคารที่ 1.2702 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เงินปอนด์ร่วงลง 0.17% แตะที่ 1.5842 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 1.5869 ดอลลาร์สหรัฐ

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้น 1.06% เมื่อเทียบกับเงินเยนที่ 80.210 เยน จากระดับ 79.370 เยน และดิ่งลง 0.26% เมื่อเทียบกับฟรังค์สวิสที่ระดับ 0.9451 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.9476 ดอลลาร์สหรัฐ

ค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียร่วงลง 0.56% แตะที่ 1.0372 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 1.0430 ดอลลาร์สหรัฐ และสกุลเงินดอลลาร์ออสเตรเลียร่วงลง 0.70% แตะที่ 0.8098 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.8155 ดอลลาร์สหรัฐ

-- ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลบเมื่อคืนนี้ (14 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับวิกฤตเศรษฐกิจของยูโรโซน หลังจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยว่าผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของยูโรโซนหดตัวลงในเดือนก.ย.

ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดลบ 64.24 จุด หรือ 1.11% แตะที่ 5,722.01 จุด หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 5,719.61-5,786.25 จุด

อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย รัตนา พงศ์ทวิช โทร.02-2535000 ต่อ 327 อีเมล์: .infoquest.co.th--



<<ผู้ไม่รู้คุณค่าของผู้คนรอบข้าง จะได้รับการตอบโต้กลับด้วยการไร้ญาติขาดมิตร>>
tangmo
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 4994
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:
15/11/2012 รอบด้านตลาดหุ้น Detail

Brief : มุมมองตลาด:
สัปดาห์นี้ถือว่าตลาดหุ้นปรับฐานกันทั่วหน้า ทั้งตัวเลขเศรษฐกิจยุโรปออกมาแย่กว่าคาด การวิเคราะห์ทางเทคนิคเริ่มมีประเด็นที่น่าสนใจ เนื่องจากตลาดถูกซึบซับไปกับข่าวร้ายที่เข้ามาส่งผลให้เครื่องมือทางตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปรับฐานหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 10 และ 25 วันเป็นที่แน่นอนแล้วว่าตลาดหุ้นเรากำลังเผชิญกับความผันผวน กลยุทธ์การเล่นเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างหรือการรีบาวด์ก็ทำได้ค่อนข้างยาก ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการวิเคราะห์หาแนวรับที่สำคัญแล้วประเมินว่าดัชนีที่ปรับตัวลงมาหากลงต่อจะมี Downside เหลืออีกกี่เปอร์เซ็นต์ หากจุดที่เรามองว่าความเสี่ยงของตลาดที่จะลงต่อเหลืออีกไม่มากนัก ลักษณะนี้ก็น่าสนใจที่จะเข้าซื้อ ส่วนเรื่องกระแสเงินลงทุนที่ไหลออกจากตลาดหุ้นเข้าสู่ เงินดอลลาร์สหรัฐ เงินเยนและพันธบัตร ซึ่งล้วนแต่เป็นแหล่งพักเงิน จับตาดูในปลายสัปดาห์นี้หากพบว่ากระแสเงินลงทุนยังคงมีสัญญาณไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง เราอาจเห็นสัญญาณตลาดหุ้นอ่อนตัวลงต่อเนื่องก็มีความเป็นไปได้ เราคาดว่าต่อจากนี้ไปดัชนีจะผันผวนเพิ่มขึ้น แนวรับแรกมองบริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน 1280 จุดและถัดไปบริเวณ 1250-1260 จุด

แนวทางการลงทุน:แนะนำ “ลดพอร์ตการลงทุน”

Recommend : BGH (ซื้อ/ราคาเป้าหมาย 129.00 บาท), SPALI (ซื้อ/ราคาเป้าหมาย 22.30 บาท), THAI (ซื้อเก็งกำไร/ราคาเป้าหมาย 27.00 บาท), IVL (ซื้อ/ราคาเป้าหมาย 30.00 บาท)


15/11/2012 Commodity Futures Detail

Brief :
กลยุทธ์การลงทุน

Recommend :
Gold

สัญญาทองคำตลาด COMEX ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.3 เหรียญ หรือ 0.31% ปิดที่ 1,730.1 เหรียญ ยอดค้าปลีกเดือนต.ค.ปรับตัวลดลงเกินคาด 0.3% และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนต.ค.ปรับลดลง 0.2% จากเดือนก.ย. ของสหรัฐ รวมถึงตัวเลขผลผลิตอุตสาหกรรมใน 17 ประเทศสมาชิกของยูโรโซนปรับตัวลดลง 2.5% และ 2.3% ในสหภาพยุโรป (อียู) ที่มีสมาชิก 27 ประเทศ ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยผลผลิตสินค้าคงทนในยูโรโซนเดือนก.ย.ลดลง 4.3% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน ส่วนผลผลิตสินค้าคงทนในอียูทรุดตัวลง 3.7% ขณะที่ผลผลิตสินค้าทุนเพิ่มขึ้น 3.0% ในยูโรโซนและ 2.6% ในอียู ไอร์แลนด์มีผลผลิตอุตสาหกรรมที่ดิ่งลงหนักสุดถึง 12.6% ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 3 ของกรีซหดตัวลงรุนแรงถึง 7.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี
เราแนะนำให้ใช้กลยุทธ์เดิมคือรอรับซื้อในช่วงราคา 1715-1720 เหรียญสำหรับนักลงทุนที่ยังไม่ได้รับซื้อไปเมื่อวาน ส่วนนักลงทุนที่รับซื้อไปแล้วแนะนำให้ถือสถานะ Long ต่อไป เรามองว่าเรื่อง Fiscal cliff น่าจะมีส่วนช่วยหนุนราคาทองคำ แต่ประเด็นเรื่องกรีซยังเป็นประเด็นที่กดดัน ถ้าประเด็นเรื่องกรีซสามารถผ่านไปได้ในวันศุกร์นี้ราคามทองคำน่าจะสามารถปรับตัวขึ้นได้ แนว้ตานที่ 1738 เหรียญ จุด cut loss 1715 เหรียญ
Oil

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.35 ดอลลาร์ หรือ 1.2% ปิดที่ 109.61เหรียญ เนื่องจากความตึงเครียดระหว่างกลุ่มฮามาสและอิสราเอล โดยกลุ่มฮามาสอ้างว่าผู้บัญชาการทางทหารของฮามาสเสียชีวิตแล้วหลังจากอิสราเอลปฏิบัติการโจมตีทางอากาศโดยพุ่งเป้าไปที่รถยนต์ของเขา ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความไม่สงบที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม สัญญาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นในกรอบที่จำกัดจากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐ และกลุ่มประเทศยูโรโซน โดยยอดค้าปลีกเดือนต.ค.ของสหรัฐปรับตัวลดลงเกินคาด 0.3% จากผลกระทบของพายุเฮอริเคนแซนดี้ ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนต.ค.ปรับลดลง 0.2% จากเดือนก.ย. โดยเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 5 เดือน จากราคารถยนต์และราคาพลังงานที่อ่อนแรงลง
เรามองว่าตลาดในขณะนี้ยังไม่มีประเด็นใหม่ใด ยังเป็นเรื่อง Fiscal Cliff และการปล่อยกู้ให้กรีซ ถ้าจบเรืองกรีซ ก็มาเรื่องสเปนอีก เรามองว่าตลาดเริ่มซึบซับประเด็นดังกล่าวไปมากแล้ว รวมถึงคาดการณ์กันไปก่อนมากแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง รอแค่ให้เกิดผลตามคาดหรือมีอะไรผิดจากคาดหรือไม่ ฉะนั้นคาดว่าราคาน้ำมันยังจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบเพราะยังไม่มีอะไรคืบหน้ามากนัก แนะนำรอซื้อที่แนวรับ แนวรับที่ 105-106 เหรียญ แนวต้านที่ 110-111 เหรียญ



tangmo
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 4994
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:
ครึ่งเช้า วันที่ 15 พฤศจิกายน 2555 ฝรั่ง Net sell 850 M.
กระต่ายทอง
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 3040
คติพจน์: Kemika Jang
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:
สรุปสภาวะตลาดตอนเย็นประจำวันที่ 15/11/2012
ดัชนีหุ้นไทยปิดลบ 0.41% ฟื้นตัวดีขึ้นจากภาคเช้าที่ปรับลงกว่า 1% หลังมีแรง
ซื้อหุ้นบมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส เข้ามามากในภาคบ่าย ขณะที่ยังคง
มีแรงขายหุ้นกลุ่มแบงก์ อสังหาริมทรัพย์ พาณิชย์ และพลังงาน
นักวิเคราะห์ ระบุว่า หุ้นไทยปรับลงตามทิศทางตลาดหุ้นในต่างประเทศ
ซึ่งมึความกังวลเรื่องของ fiscal cliff ของสหรัฐฯ ประกอบกับนักลงทุนต่างชาติ
ยังขายทำกำไรหุ้นไทยต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม มองว่าหุ้นไทยลงมารอบนี้ ทำให้การปรับลง
มีจำกัดแล้ว โดยมองว่าหากลงอีก ก็ไม่น่าจะต่ำกว่าระดับ 1,260 จุด
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ปิดลบ 5.27 จุด มาที่ 1,274.02 โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่
1,276.77 และต่ำสุดอยู่ที่ 1,263.05 มูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 35,355.86 ล้านบาท
ขณะที่ SET50 ปิดลบ 1.57 จุด หรือ 0.18% มาที่ 862.90 และ SET 100
ปิดลบ 4.94 จุด หรือ 0.26% มาที่ 1,896.75
ดัชนีกลุ่มแบงก์ ลบ 0.57% มูลค่าซื้อขาย 17.02%, เทคโนโลยี บวก 1.51%
มูลค่าซื้อขาย 14.62%, อสังหาริมทรัพย์ ลบ 0.39% มูลค่าซื้อขาย 13.40%, พาณิชย์
ลบ 0.66% มูลค่าซื้อขาย 1.88% และพลังงาน ลบ 0.98%

"โดยภาพรวมแล้ว ตลาดหุ้นไทยปรับลง เนื่องจากแรงกดดันจากตลาด
ต่างประเทศ ที่กังวลเรื่อง fiscal cliff" นายเอกภาวิน สุนทราภิชาติ ผู้จัดการ
ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไอร่า กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติอยู่ต่อเนื่อง แต่เชื่อว่าเป็น
การขายทำกำไรปรับพอร์ต โดยที่เม็ดเงินยังถูกพักอยู่ในประเทศ
เขากล่าวถึง การปรับตัวขึ้นของราคาหุ้น ADVANC ว่า ราคาหุ้น ADVANC
ในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวลงมากแล้ว ขณะเดียวกันอาจมีการเก็งกำไรเรื่องใบอนุญาตระบบ
3G เข้ามา จากประเด็นที่ศาลปกครองกลางไต่สวนเรื่องดังกล่าวอยู่ ซึ่งหากผลออกมาเป็นบวก
ต่อบริษัท ก็จะทำให้หุ้นปรับขึ้น
นายเอกภาวิน กล่าวว่า สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยพรุ่งนี้ มองว่า downside
มีจำกัดแล้ว โดยมองตลาดไม่น่าลงต่ำกว่าระดับ 1,260 ดังนั้นจึงมีโอกาสปรับลงได้อีก
ราว 10 จุดเท่านั้น ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,290 และ 1,300 จุด ทั้งนี้ตัวแปรหลักคงต้อง
ดูที่ตลาดหุ้นต่างประเทศ

หลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด
ADVANC บวก 6.00 บาท มาที่ 195.00 บาท
CPF บวก 0.25 บาท มาที่ 33.25 บาท
BTS บวก 0.15 บาท มาที่ 6.25 บาท
KTB ลบ 0.30 บาท มาที่ 17.90 บาท
SCB บวก 1.50 บาท มาที่ 158.50 บาท--จบ--
ที่มา: bisnews



<<ผู้ไม่รู้คุณค่าของผู้คนรอบข้าง จะได้รับการตอบโต้กลับด้วยการไร้ญาติขาดมิตร>>
กระต่ายทอง
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 3040
คติพจน์: Kemika Jang
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:
สรุปยอดซื้อขายสุทธิ วันที่ 15 พ.ย. 2555


นักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ 1,331.01 ล้านบาท




<<ผู้ไม่รู้คุณค่าของผู้คนรอบข้าง จะได้รับการตอบโต้กลับด้วยการไร้ญาติขาดมิตร>>
กระต่ายทอง
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 3040
คติพจน์: Kemika Jang
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:
***หุ้นโค้งสุดท้าย..SET ยังผันผวน แนะลดพอร์ต
วันเผยแพร่ | |
ดัชนี SET วันนี้ปิดอยู่ที่ระดับ 1,274.02 จุด ลดลง 5.27 จุด หรือ 0.41% มูลค่าการซื้อขาย 35,356.57ล้านบาท

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส บล.เอเซีย พลัส บอกในรายการหุ้นโค้งสุดท้ายว่า แม้จะเริ่มเห็นแรงซื้อกลับเข้ามาในช่วงท้ายตลาดฯวันนี้ แต่ยังมองว่าแนวโน้มยังไม่กลับขึ้นมาชัดเจน ซึ่งประเมินว่า SET ยังคงลักษณะะผันผวน และอาจปรับตัวลดลง โดยปัจจัยในประเทศ หลังบริษัทจดทะเบียนประกาศผลการดำเนินงานหมดแล้วก็ไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุน แต่ทั้งนี้ต้องติดตามสถานการณ์การเมืองในประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม มองว่าปัจจัยต่างประเทศมีน้ำหนักมากกว่า

นายเทิดศักดิ์ บอกอีกว่า จากสถิติ 7 ปีย้อนหลัง ในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค.โอกาสที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิมีถึง 71% แต่ทั้งนี้ยังมีปัจจัยบวกจากแรงซื้อ LTF-RMF เข้ามาสนับสนุน

กลยุทธ์การลงทุน แนะนำ ลดพอร์ตเหลือ 40% ซึ่งหากนักลงทุนจะซื้อกลับ แนะรอที่ระดับ P/E ปกติที่ระดับ 14 เท่า หรือประมาณ 1,240-1,260 จุด สำหรับกลุ่มที่น่าสนใจ คือ กลุ่มเช่าซื้อ โดยเลือกหุ้นที่มีปันผลสูง 7-8 % กลุ่มยานยนต์ แนะนำ SAT-STANLY กลุ่มรับเหมาฯขนาดใหญ่ กลุ่มสื่อสาร เช่น ADVANC โดยราคาปรับลงมาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน(ไม่รวม3จี) ซึ่งน่าสนใจรับกลับ



<<ผู้ไม่รู้คุณค่าของผู้คนรอบข้าง จะได้รับการตอบโต้กลับด้วยการไร้ญาติขาดมิตร>>
กระต่ายทอง
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 3040
คติพจน์: Kemika Jang
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:


Good Morning News จาก กองทุนบัวหลวง

16 พฤศจิกายน 2555

General News

• GDP ประจำไตรมาส 3 ของยูโรโซนชะลอตัวลง 0.1% หลังจากที่ชะลอตัวลง 0.2% ใน ไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้ยูโรโซนเข้าสู่ภาวะถดถอยเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 4 ปี เนื่องจากวิกฤตหนี้ได้ส่งผลกระทบไปยังประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในภูมิภาค โดย GDP ไตรมาส 3 ของเยอรมนีและฝรั่งเศสขยายตัวเพียง 0.2% ในขณะที่สเปนและอิตาลีชะลอตัวลง 0.3% และ 0.2% ตามลำดับ

• อัตราเงินเฟ้อรายปีของยูโรโซนในเดือน ต.ค. อยู่ที่ 2.5% ลดลงเล็กน้อยจากเดือน ก.ย.ที่เป็น2.6% แต่เมื่อเทียบเป็นรายเดือนแล้วอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.2% โดยมีเหตุมาจากราคาพลังงานที่ลดลงประกอบกับอุปสงค์ของภาคเอกชนที่อยู่ในระดับต่ำ

• ผลผลิตอุตสาหกรรมของยูโรโซนในเดือน ก.ย.ลดลง 2.5% เมื่อเทียบกับเดือน ส.ค.ในขณะที่สหภาพยุโรป (EU) ปรับตัวลดลง 2.3% ในทุกประเภทผลผลิต โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค โดยไอร์แลนด์เป็นประเทศที่ผลผลิตลดลงสูงที่สุดถึง 12.6%

• คนงานทั่วทวีปยุโรปรวมตัวกันประท้วงแสดงความไม่พอใจต่อวิกฤติการเงินที่ยืดเยื้อและ ต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาล ที่ลดเงินเดือน สวัสดิการ บำเหน็จบำนาญ และขึ้นภาษี ส่งผลให้สถานที่ราชการหลายแห่งต้องปิดทำการรวมถึงเที่ยวบินกว่า 700 เที่ยวต้องระงับการบิน

• ธ.กลางอังกฤษ (BOE) ลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2556 ลงมาอยู่ที่1% จากเดิม 2% โดยจะยังไม่สามารถกลับไปอยู่ในระดับก่อนเกิดวิกฤตได้จนกระทั่งปี 2558 ซึ่งเป็นผลมาจากความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกและปัญหาในยูโรโซน

• Moodys’ เตรียมลดอันดับความน่าเชื่อถือของอังกฤษจาก Aaa ซึ่งเป็นระดับสูงสุด เนื่องจากเศรษฐกิจมีทิศทางชะลอลงต่อเนื่อง และรัฐบาลมีแนวโน้มใช้นโยบายลดการขาดดุลงบประมาณต่อ

• ยอดค้าปลีกของอังกฤษในเดือน ต.ค.ลดลง 0.8% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือน ก.ย. เนื่องจากผู้บริโภคลดการจับจ่ายอาหารและเสื้อผ้าเพราะกังวลเรื่องเศรษฐกิจ ทำให้ส่งผลลบต่อ GDP ในไตรมาส 4 ได้

• ผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐในรอบสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 10 พ.ย. เพิ่มขึ้น 78,000 ราย มาอยู่ที่ 439,000 ราย สูงที่สุดในรอบ 18 เดือน เนื่องจากผลกระทบของเฮอร์ริเคนแซนดี้ ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าตัวเลขดังกล่าวอาจพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลายสัปดาห์ต่อจากนี้ และอาจใช้เวลา 3-4 สัปดาห์จึงจะเห็นผลของพายุที่มีต่อจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานอย่างเต็มที่

• ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐในเดือน ต.ค.เพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยหากตัดราคาอาหารและพลังงานออกไปแล้วจะทำให้ขึ้น 0.2% อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่ลดลงก็ช่วยหักลบกับราคาอาหารและค่าเช่าที่พักอาศัยที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นสัญญาณว่าเงินเฟ้อของสหรัฐยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม

• รายงานการประชุม FOMC วันที่ 23-24 ต.ค. ระบุว่า คณะกรรมการเห็นควรให้ FED เพิ่มวงเงินในการเข้าซื้อพันธบัตรในปีหน้าเพื่อทดแทนมาตรการ Operation Twist (การถือครองพันธบัตรระยะยาวแทนพันธบัตรระยะสั้นเพื่อกดให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวอยู่ในระดับต่ำ) ที่กำลังจะสิ้นสุดในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ QE3 ได้ช่วยผ่อนคลายสถานการณ์ทางการเงินและสนับสนุนการฟื้นตัวในภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐในช่วงที่ผ่านมาได้

• ไปรษณีย์สหรัฐซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีการจ้างงานมากที่สุดในภาครัฐ ประกาศผลขาดทุนในปีงบประมาณ 2555 รวม 15.9 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากปริมาณการส่งไปรษณีย์แบบเก่าลดลงและการแข่งขันจากภาคเอกชนสูงขึ้น ทำให้คาดว่าในปีหน้าจะประสบปัญหาสภาพคล่องจนไม่มีเงินจ้างพนักงานหรือไม่สามารถเปิดให้บริการต่อไปได้ เนื่องจากได้มีการกู้ยืมเงินจนเต็มเพดานแล้ว

• ที่ประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน มีมติให้ สี จิ้นผิง ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค และเตรียมขึ้นเป็น ปธน.ของจีนในเดือน มี.ค. 2556 ต่อจาก หู จิ่นเทา ซึ่งนับเป็นการถ่ายโอนอำนาจในรอบ 10 ปีของจีน

• ก.พาณิชย์ ยืนยันว่า โครงการรับจำนำข้าวไม่ขัดต่อหลักการ WTO และไม่ส่งผลกระทบด้านราคาจนทำให้ประเทศผู้ส่งออกข้าวรายอื่นสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากไทยไม่ได้ขายข้าวในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด แต่กลับส่งผลให้ประเทศเหล่านั้นสามารถขายข้าวได้มากขึ้นเนื่องจากราคาถูกกว่าโดยเปรียบเทียบ

Equity Market

• SET Index ปรับตัวอยู่ในแดนลบตามตลาดต่างประเทศจากการที่นักลงทุนยังคงมีความกังวลต่อปัจจัยต่างประเทศเรื่อง Fiscal Cliff ของสหรัฐ การแก้ปัญหาหนี้ยุโรป รวมถึงปัจจัยทางการเมืองในประเทศที่จะมีการชุมนุมทางการเมือง โดยไปปิดที่ 1,274.02 จุด ลดลง 5.27 จุด หรือ -0.41% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 35,355.86 ล้านบาท และนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,331.01 ล้านบาท

Fixed Income Market

• อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเปลี่ยนแปลง -0.03% ถึง -0.01% จากการเข้าซื้อพันธบัตรระยะสั้นและยาวของต่างชาติ สำหรับวันนี้มีการประมูลพันธบัตร ธปท. 14 วัน 35,000 ล้านบาท

Gold Corner

• สภาทองคำโลก รายงานว่า อุปสงค์ทองคำทั่วโลกในไตรมาส 3 ลดลง11% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว จนมาอยู่ที่ 1,084.6 ตัน โดยมีเหตุหลักจากปริมาณการใช้ทองคำในจีนที่ลดน้อยลงท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ในทองคำของจีนมีแนวโน้มดีขึ้นในไตรมาส 4 เนื่องจากเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองซึ่งจีนนิยมให้ทองเป็นของขวัญแก่กัน

Guru Corner : Marc Faber

ทุกรัฐบาลในประวัติศาสตร์มาจนถึงทุกวันนี้ควบคุมประชาชนได้ด้วยการทำให้คนต้องพึ่งการให้อย่างใจกว้างของรัฐ รัฐบาลจึงเพิ่มจำนวนคนที่ต้องพึ่งพาผลประโยชน์ที่รัฐให้ ด้วยการให้ที่มากขึ้นไปเรื่อยๆ และขยายการให้ไปยังกลุ่มคนที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น

ของฟรีพวกนี้แหละที่ทำให้ประชาชนถูกมอมเมาจนยอมให้รัฐบาลมีขนาดใหญ่ขึ้นทุกทีเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจทั้งหมด (หมายถึงสัดส่วนการใช้จ่ายภาครัฐ)

คนรับเชื่อในเรื่องของฟรี และนักธุรกิจใหญ่ๆ คนระดับบนๆ ก็รู้ว่าจะทำกำไรได้มหาศาล เพียงใดจากการเติบโตของรัฐบาล แล้วในที่สุดมันก็จะถึงจุดที่ระบบพี่เลี้ยงเด็กจะเลี้ยงทารกไม่ไหวแล้ว และการจะขึ้นภาษีเพื่อนำเงินมาแจกของฟรีอีกก็เป็นปัญหา

แต่โชคดีของหลายๆ รัฐบาล ที่มีกระทรวงการคลัง และ/หรือ ธนาคารกลางที่พิมพ์เงินออกมาช่วย

ผมคิดว่าในที่สุดระบบการเงินของทั้งโลกจะต้องถูก Reset ใหม่ ซึ่งไม่ใช่โดยธนาคารกลาง แต่จะโดน Reset ด้วยตลาดอัตราแลกเปลี่ยน หรือตลาดพันธบัตร หรือตลาดหุ้น ที่แตกระเบิด มันจะเกิดขึ้นแน่ๆ ในวันหนึ่งข้างหน้า และเมื่อถึงเวลานั้นเราจะโชคดีเอามากๆ ถ้ามูลค่าของสินทรัพย์ที่เราถืออยู่นี้มีค่าเหลือถึงครึ่งหนึ่งของมูลค่ามันในวันนี้ แล้วจะมีความเจ็บปวดเกิดขึ้น มันจะเจ็บปวดมาก

คำถามก็คือ เราจะยอมรับความเจ็บปวดที่น้อยกว่าในวันนี้ด้วยการรัดเข็มขัด หรือเราจะขอเสี่ยงต่อด้วยการเลื่อนปัญหาออกไปเพื่อไปเจอกับสภาพที่ทั้งสังคมจะล่มสลายอย่างสมบูรณ์ แบบภายใน 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า

แต่น่าเศร้าใจที่ด้วยระบอบประชาธิปไตยนั้น คนไม่ยอมรับความเจ็บปวดในวันนี้ เขาจะปัดสวะไปให้พ้นๆ แล้วเราก็จะพบกับปัญหาที่มีแต่จะสะสมจนใหญ่ขึ้นไปทุกที และหนักหนาสาหัสจนเกินจะแก้ไขได้

ผมไม่คิดว่าที่ตลาดหุ้นตกในช่วงนี้เป็นเพราะปัญหากรีซหรือ Fiscal Cliff เพราะมันจะไม่เกิด Fiscal Cliff ที่หุ้นตกเป็นเพราะว่าผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนจะเริ่มแย่ลงกว่าที่คนคาดไว้ เศรษฐกิจ โลกปีหน้าจะขยายตัวได้ยากหรืออาจจะถึงขั้นติดลบ นั่นละคือเหตุผลที่ผมมองว่าดัชนี S&P จะตกจากจุดสูง 1,470 จุดในเดือนกันยายนปีนี้ลงมาได้อีกอย่างน้อย 20%”



<<ผู้ไม่รู้คุณค่าของผู้คนรอบข้าง จะได้รับการตอบโต้กลับด้วยการไร้ญาติขาดมิตร>>
กระต่ายทอง
< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

< สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ >

ตอบ: 3040
คติพจน์: Kemika Jang
spacer
ตอบโดยอ้างข้อความ ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบ เรื่อง:
World Markets: สรุปภาวะตลาดหุ้น น้ำมัน ทองคำ และตลาดเงินต่างประเทศ


ข่าวต่างประเทศ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- ศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2555 07:51:07 น.
ตลาดหุ้นยุโรปปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (15 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่สหรัฐจะเผชิญกับภาวะหน้าผาการคลัง และหลังจากมีรายงานว่าเศรษฐกิจยูโรโซนยังคงถดถอย
ดัชนี Stoxx Europe 600 ร่วงลง 1% ปิดที่ 265.52 จุด
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 3382.40 จุด ลบ 17.62 จุด ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 7043.42 จุด ลบ 58.50 จุด ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 5677.75 จุด ลบ 44.26 จุด

-- ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบเมื่อคืนนี้ (15 พ.ย.) หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ซึ่งรวมถึงจำนวนคนว่างงานรายสัปดาห์ที่พุ่งขึ้นเกินคาด อันเนื่องมาจากผลกระทบของพายุเฮอริเคนแซนดี้
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับตัวลง 28.57 จุด หรือ 0.23% ปิดที่ 12,542.38 จุด ดัชนี S&P 500 ลดลง 2.16 จุด หรือ 0.16% ปิดที่ 1,353.33 จุด และดัชนี Nasdaq ลดลง 9.87 จุด หรือ 0.35% ปิดที่ 2,836.94 จุด

-- สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (15 พ.ย.) เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับความอ่อนแอของเศรษฐกิจสหรัฐและยูโรโซน หลังจากสหรับเปิดเผยว่าจำนวนคนว่างงานรายสัปดาห์ และยูโรสแตทเปิดเผยว่าเศรษฐกิจยูโรโซนยังคงถดถอยในไตรมาสที่ 3 นอกจากนี้ สัญญาน้ำมันดิบยังได้รับแรงกดดันจากสต็อกน้ำมันที่พุ่งขึ้นของสหรัฐ
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค.ร่วงลง 87 เซนต์ หรือ 1% ปิดที่ 85.45 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 84.68-86.83 ดอลลาร์
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนธ.ค.ที่ตลาดลอนดอนพุ่งขึ้น 1.37 ดอลลาร์ หรือ 1.2% ปิดที่ 110.98 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 109.66-111.12 ดอลลาร์

-- สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (15 พ.ย.) หลังจากสภาทองคำโลก (WGC) รายงานว่าความต้องการทองคำทั่วโลกชะลอตัวลงในไตรมาส 3 ขณะที่ความต้องการทองคำในประเทศจีนก็ลดลงด้วยเช่นกัน
สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค.ร่วงลง 16.30 ดอลลาร์ หรือ 0.94% ปิดที่ 1,713.80 ดอลลาร์/ออนซ์
สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 32.674 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 20.60 เซนต์
สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนม.ค.ปิดที่ 1,573.30 ดอลลาร์/ออนซ์ ร่วงลง 18.30 ดอลลาร์ และสัญญาพัลลาเดียมเดือนธ.ค.ปิดที่ 631.20 ดอลลาร์/ออนซ์ ร่วงลง 10.35 ดอลลาร์

-- เงินเยนร่วงลงกว่า 1% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (15 พ.ย.) ซึ่งเป็นการร่วงลงติดต่อกัน 2 วันทำการ จากการคาดการณ์ที่ว่าพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านของญี่ปุ่น จะได้เป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในเดือนหน้า ซึ่งพรรคแอลดีพีจะสนับสนุนให้มีการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติม
ค่าเงินเยนร่วงลง 1.15% แตะที่ 81.160 เยนต่อดอลลาร์ จากระดับของวันพุธที่ 80.240 เยนต่อดอลลาร์ ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลง 0.24% เมื่อเทียบกับฟรังค์สวิสที่ระดับ 0.9426 ฟรังค์ จากระดับ 0.9449 ฟรังค์
ค่าเงินยูโรดีดตัวขึ้น 0.29% แตะที่ 1.2771 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 1.2734 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้น 0.10% แตะที่ 1.5855 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 1.5839 ดอลลาร์สหรัฐ
ค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียร่วงลง 0.46% แตะที่ 1.0326 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 1.0374 ดอลลาร์สหรัฐ และค่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ร่วงลง 0.17% แตะที่ 0.8086 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.8100 ดอลลาร์สหรัฐ

-- ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดรอบ 2 เดือนเมื่อคืนนี้ (15 พ.ย.) หลังจากมีรายงานว่าเศรษฐกิจยูโรโซนกลับเข้าสู่ภาวะถดถอยในไตรมาสที่ 3
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ลดลง 44.26 จุด หรือ 0.77% ปิดที่ 5,677.75 จุด หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 5,674.26-5,722.01 จุด

อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย รัตนา พงศ์ทวิช โทร.02-2535000 ต่อ 327 อีเมล์: .infoquest.co.th-



ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: ทองปิดร่วง$16.30 หลัง WGC เผยอุปสงค์ทองคำโลกลดลง




ข่าวต่างประเทศ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- ศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2555 07:26:31 น.
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (15 พ.ย.) หลังจากสภาทองคำโลก (WGC) รายงานว่าความต้องการทองคำทั่วโลกชะลอตัวลงในไตรมาส 3 ขณะที่ความต้องการทองคำในประเทศจีนก็ลดลงด้วยเช่นกัน
สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค.ร่วงลง 16.30 ดอลลาร์ หรือ 0.94% ปิดที่ 1,713.80 ดอลลาร์/ออนซ์
สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 32.674 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 20.60 เซนต์
สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนม.ค.ปิดที่ 1,573.30 ดอลลาร์/ออนซ์ ร่วงลง 18.30 ดอลลาร์ และสัญญาพัลลาเดียมเดือนธ.ค.ปิดที่ 631.20 ดอลลาร์/ออนซ์ ร่วงลง 10.35 ดอลลาร์
สภาทองคำโลกรายงานว่า อุปสงค์ทองคำทั่วโลกปรับตัวลดลงในไตรมาส 3 ของปีนี้ อันเนื่องมาจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง และการลงทุนในผลิตภัณฑ์ทองคำที่ลดลง
รายงานที่เผยแพร่เมื่อวานนี้ระบุว่า อุปสงค์ทองคำทั่วโลกร่วงลงแตะ 1,084.6 ตันในไตรมาส 3 จากระดับ 1,223.5 ตันในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว โดยมีสาเหตุหลักมาจากปริมาณการใช้ทองคำในจีนที่ลดน้อยลง ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวของประเทศ
ทั้งนี้ ปริมาณการใช้ทองคำในจีนร่วงลง 8% สู่ระดับ 176.8 ตันในช่วงเดือนก.ค.-ก.ย. ขณะที่การลงทุนในทองคำแท่งและเหรียญทองคำลดลง 12% แตะ 53 ตัน
ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจของจีนขยายตัว 7.4% ในไตรมาสเดือนก.ค.-ก.ย. ซึ่งเป็นอัตราที่ชะลอตัวที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2552 เนื่องจากวิกฤตการเงินได้จุดปะทุขึ้น
อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย รัตนา พงศ์ทวิช โทร.02-2535000 ต่อ 327 อีเมล์: .infoquest.co.th


ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: เงินเยนร่วงกว่า 1% จากคาดญี่ปุ่นผ่อนคลายการเงิน




ข่าวต่างประเทศ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- ศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2555 07:47:27 น.
เงินเยนร่วงลงกว่า 1% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (15 พ.ย.) ซึ่งเป็นการร่วงลงติดต่อกัน 2 วันทำการ จากการคาดการณ์ที่ว่าพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านของญี่ปุ่น จะได้เป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในเดือนหน้า ซึ่งพรรคแอลดีพีจะสนับสนุนให้มีการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติม
ค่าเงินเยนร่วงลง 1.15% แตะที่ 81.160 เยนต่อดอลลาร์ จากระดับของวันพุธที่ 80.240 เยนต่อดอลลาร์ ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลง 0.24% เมื่อเทียบกับฟรังค์สวิสที่ระดับ 0.9426 ฟรังค์ จากระดับ 0.9449 ฟรังค์
ค่าเงินยูโรดีดตัวขึ้น 0.29% แตะที่ 1.2771 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 1.2734 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้น 0.10% แตะที่ 1.5855 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 1.5839 ดอลลาร์สหรัฐ
ค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียร่วงลง 0.46% แตะที่ 1.0326 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 1.0374 ดอลลาร์สหรัฐ และค่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ร่วงลง 0.17% แตะที่ 0.8086 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.8100 ดอลลาร์สหรัฐ
ค่าเงินเยนร่วงลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ จากการคาดการณ์ที่ว่าพรรคแอลดีพีภายใต้การนำของนายชินโสะ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งจะมีขึ้นในเดือนธ.ค.นี้ โดยนายอาเบะมีมุมมองว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ควรจะใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินโดยไม่จำกัด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อรายปีที่ระดับ 2-3%
การคาดการณ์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากนายโยชิฮิโกะ โนดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นยืนยันว่าจะยุบสภาในวันพรุ่งนี้ เพื่อเปิดทางสู่การเลือกตั้งทั่วไปในเดือนหน้า
ทั้งนี้ ในการประชุมเมื่อวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมบีโอเจมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0-0.1% และผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมด้วยการขยายขนาดโครงการซื้อสินทรัพย์ของบีโอเจเพิ่มขึ้นเป็น 91 ล้านล้านเยน
ส่วนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนแรงลงเมื่อเทียบกับยูโร หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 10 พ.ย. พุ่งสูงขึ้น 78,000 ราย มาอยู่ที่ 439,000 ราย ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ว่าจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานสัปดาห์ที่แล้วจะอยู่ที่ 375,000 ราย
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้จำนวนคนว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นมาจากผลกระทบของพายุเฮอร์ริเคนแซนดี้ที่พัดถล่มแถบอีสท์โคสท์ของสหรัฐ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าสถานการณ์ในตลาดแรงงานของสหรัฐจะย่ำแย่ลงอีกในอนาคตอันใกล้นี้
อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย รัตนา พงศ์ทวิช โทร.02-2535000 ต่อ 327 อีเมล์: .infoquest.co.th-


ภาวะตลาดน้ำมัน: วิตกศก.สหรัฐ,ยูโรโซนถดถอย ฉุดน้ำมัน WTI ปิดลบ 87 เซนต์




ข่าวต่างประเทศ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- ศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2555 07:15:35 น.
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (15 พ.ย.) เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับความอ่อนแอของเศรษฐกิจสหรัฐและยูโรโซน หลังจากสหรับเปิดเผยว่าจำนวนคนว่างงานรายสัปดาห์ และยูโรสแตทเปิดเผยว่าเศรษฐกิจยูโรโซนยังคงถดถอยในไตรมาสที่ 3 นอกจากนี้ สัญญาน้ำมันดิบยังได้รับแรงกดดันจากสต็อกน้ำมันที่พุ่งขึ้นของสหรัฐ
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค.ร่วงลง 87 เซนต์ หรือ 1% ปิดที่ 85.45 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 84.68-86.83 ดอลลาร์
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนธ.ค.ที่ตลาดลอนดอนพุ่งขึ้น 1.37 ดอลลาร์ หรือ 1.2% ปิดที่ 110.98 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 109.66-111.12 ดอลลาร์
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ร่วงลงหลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่าสต็อกน้ำมันดิบในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 9 พ.ย. เพิ่มขึ้น 1.1 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 375.9 ล้านบาร์เรล สต็อกน้ำมันกลั่นร่วงลง 2.54 ล้านบาร์เรล แตะที่ 115.5 ล้านบาร์เรล และสต็อกน้ำมันเบนซินลดลง 440,000 บาร์เรล แตะที่ 201.9 ล้านบาร์เรล ส่วนอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้น 0.6 % สู่ 86.0%
ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์คาดว่าสต็อกน้ำมันดิบอาจเพิ่มขึ้น 1.85 ล้านบาร์เรล สต็อกน้ำมันกลั่นอาจลดลง 1.1 ล้านบาร์เรล สต็อกน้ำมันเบนซินอาจลดลง 350,000 บาร์เรล และคาดว่าอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันจะเพิ่มขึ้น 0.2%
ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากหลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 10 พ.ย. พุ่งสูงขึ้น 78,000 ราย มาอยู่ที่ 439,000 ราย โดยปัจจัยที่ทำให้จำนวนคนว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นมาจากผลกระทบของพายุเฮอร์ริเคนแซนดี้ที่พัดถล่มแถบอีสท์โคสท์ของสหรัฐ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าสถานการณ์ในตลาดแรงงานของสหรัฐจะย่ำแย่ลงอีกในอนาคตอันใกล้นี้
นอกจากนี้ สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรปเปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโร 17 ประเทศ หดตัวลง 0.1% ในไตรมาส 3 หลังจากที่หดตัวลง 0.2% ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งตัวเลขจีดีพีที่หดตัวลง 2 ไตรมาสติดต่อกันสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจยูโรโซนได้เข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว
นักลงทุนจับตาดูสถานการณ์รุนแรงระหว่างอิสราเอลและกลุ่มนักรบในฉนวนกาซ่า หลังจากการเสียชีวิตของนายอาห์เหม็ด อัล-จาบารี ผู้นำสูงสุดของฮามาส โดยฝีมือของกองกำลังทหารอิสราเอล
อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย รัตนา พงศ์ทวิช โทร.02-2535000 ต่อ 327 อีเมล์: .infoquest.co.th--



<<ผู้ไม่รู้คุณค่าของผู้คนรอบข้าง จะได้รับการตอบโต้กลับด้วยการไร้ญาติขาดมิตร>>
.
.
.
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    Goldhips Board » การลงทุนทองคำ ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า ก่อนหน้า  1, 2, 3 ... 262, 263, 264 ... 513, 514, 515  ถัดไป
หน้า 263 จาก 515

 
ไปที่:  
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน

[ ข้อความที่โพสต์ในกระดานสนทนานี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบของทางเว็บไซต์ ]


Copyright 2007 | Goldhips.com | All Rights Reserved.




.
. . .